+ หน้าหลัก+ สมัครสมาชิก+ เว็บบอร์ด+ ตะกร้าสินค้า+ ติดต่อศูนย์+ ศูนย์แซบอีหลี+ เช่าวัตถุมงคล+ รายละเอียดการสร้าง+ พระเครื่อง+ จตุคาม+ เบ็ดเตล็ด
:::จิปาถะ:::
+ครูไทย
+ gps
+ เดลินิวส์
+dedbit
+nod327
+สอบครู
+ติวสอบ
+navthai
+ข่าวสด
+ประมูลรถ
+ชุมนุมคนท้องถิ่น
+ผู้จัดการ
+บิดสุด
+คอร์ดเพลง
+ Line Download
+ google.site
+ navthai
+ จีระติวเตอร์
+tt-torrent
:::ธนาคาร:::
+กรุงเทพ
+ ออมสิน
+กสิกรไทย
+ไทยพาณิชย์
+กรุงไทย
::::เช่าวัตถุมงคล::::
> รุ่นรวยรับทรัพย์
> วัดทุ่งจันดำ"รุ่นอภิมหาเศรษฐี อัญมณีเสริมดวง"
> รุ่นโคตรเศรษฐีราชันดำ
> รุ่นพระบรมธาตุ หลักเมือง 50
> รุ่นมงคลบารมีศรีธรรมราช ปี 2548
> วัดพุทธคีรีไพรสณฑ์"รุ่นมหาเศรษฐี ๑๐๐๐ ล้าน"
> วัดทุ่งเฟื้อ"รุ่นมหาเศรษฐี หมื่นมงคล"
> รุ่นสรงน้ำราชาโชค
> รุ่นสิริมงคล
> วัดเกาะพยาม ระนอง"รุ่นอภิโคตรมหาเศรษฐีอันดามัน"
> รุ่นอยู่เย็นเป็นสุข ปี 2548
> รุ่นเงินไหลกองทองไหลมา
> รุ่นรักแม่
> รุ่นโคตรรวยมหาศาล
> รุ่นสู้แล้วรวย
> รุ่นรวยทั้งโคตร
> รุ่นเจ้าสัว วัดนารีประดิษฐ์
> รุ่นยอดมงคล วัดตาก้อง นครปฐม
> รุ่นโชติช่วงชัชวาลย์
> รุ่นเทพนิมิต รุ่น 1พ.ศ.2549
> รุ่นดวงเศรษฐี วัดถ้ำแฝด
> รุ่นดูดทรัพย์เพชรพันล้าน
> รุ่นศาลหลวงบารมีต้นไทรศักดิ์สิทธิ์
> รุ่นบารมี ร่มไทร
> วัดมหาธาตุ"รุ่นกวักเงินเรียกทอง"
> รุ่นพระธาตุนครศรีฯ
> รุ่นขุมทรัพย์เทพประทาน
> รุ่นโคตรมหาเศรษฐีปี50
>รุ่นราชันย์ดำ วัดใหญ่ชัยมงคล
> รุ่นจอมราชันย์ สุวรรณภูมิ ปีมหามงคล
> รุ่นเหนือฟ้ามหาเศรษฐี กองทัพอากาศ
> รุ่นคลังเศรษฐี ทวีทรัพย์
> รุ่นมหาปาฏิหาริย์มั่งมีทรัพย์
> รุ่นหัวใจเศรษฐีเทิดไท้องค์ราชันย์
> รุ่นบูรณะพระอุโบสถ ปี 49(หลวงพ่อเพี้ยน ลพบุรี รุ่นแรก)
> รุ่นเจ้าพิธีกึ่งศตวรรษ วัดคอหงส์
> รุ่นสองราชันย์ บันดาลทรัพย์
> รุ่นบูรณะเจดีย์ราย 50
> รุ่นทวีโภคทรัพย์
> รุ่นอุดมมงคลเทพประทานทรัพย์
> รุ่นเศรษฐีปาฏิหาริย์ พ่อท่านคล้าย
> รุ่นมหัศจรรย์พระธาตุนครศรีฯ
> รุ่นเดือนสิบ 2549
> รุ่นมหากุศล
> รุ่นปีมหามงคล2550 เงินไหลมา3
> รุ่นโคตรเฮง
> รุ่นเจ้าสัวยุคแปด
> รุ่น "รวยรวยรวย"
> รุ่นอัครมหาเศรษฐี
> วัดเตาปูน รุ่นมหาราชมหาลาภ
> รุ่น 700 ปี ศรีวิชัย
> รุ่นอุดมโภคทรัพย์ 2549
> รุ่นมงคลจักรวาล ปี 2549
> รุ่นนารายณ์แปลงรูป
> รุ่นพรเศรษฐี วัดจันทร์ บางกรวย
> รุ่นคลังเศรษฐี
> รุ่นอุดมโชค มหาเศรษฐี สุวรรณภูมิ
> รุ่นรักพ่อ
> รุ่นอภิมหาเฮง"วัดห้วยระย้า"
> รุ่นเศรษฐีทวีทรัพย์
> รุ่นขุมทรัพย์
> รุ่นกำเนิดมหาราช(แมสซาซูเซตส์)
> รุ่นเงินทองไหลมา เทมา มหามงคล 50
> รุ่นรวยมั่งคั่ง
> รุ่นมีแล้วรวย
> รุ่นจอมจักรพรรดิ์ มหาบารมี
> รุ่นปาฏิหาริย์ 1000 ปี
> รุ่นปาฏิหาริย์ราชันดำ
> รุ่นเจริญโภคทรัพย์(หลักเมือง49)
> รุ่นหลักเมืองมหามงคล 2550
> รุ่นทรัพย์ราชันย์
> รุ่นมั่งมีศรีสุข ๒๕๔๗
> รุ่นสองพระธาตุศรีวิชัย
> รุ่นสร้างอุโบสถ วัดท่ายายหนี
> พระธาตุ หลักเมือง๕๐
> รุ่นโคตรเศรษฐีปีมหามงคล
> รุ่นบันดาลโชคลานสะกา
> รุ่นโคตรเศรษฐีทรัพย์ราชันย์
> รุ่นราชามหาเศรษฐี50
> วัดเทพกุญชร"รุ่นประทานพร"
> รุ่นขุมทรัพย์สี่แผ่นดิน
> รุ่นชนะมาร
> พระธนบดีศรีธรรมราช เทพเจ้าแห่งโชคลาภและค้าขาย รุ่นขุนคลังศรีวิชัย
> รุ่นที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพขุนพันธ
> รุ่นเทพหนุมานศรีวิชัย
> รุ่นพังพการ วัดมะม่วงขาว
> วัดในเตา"รุ่นอริยทรัพย์ไหว้ครู50"
> รุ่นเก้าหน้า มหาโชค มหาเศรษฐี
> รุ่นเสริมทรัพย์ เสริมบารมี
> รุ่นบารมีธรรม หลวงพ่อรวย
> รุ่นมือปราบสิบทิศ
> รุ่น ๑๒ นักษัตร
> รุ่นเมตตามหาโชค วัดเกตุมดีศรีวราราม
> รุ่นเฉลิมพระเกียรติ ปี ๒๕๔๘
> รุ่นหลักเมืองพุทธาคมเขาอ้อ
> รุ่นพระบรมธาตุเจดีย์ศรีวิชัย ปี 49
::: สินค้าฝากเช่าบูชา :::
> รุ่นทรัพย์หมื่นล้าน หลวงพ่อวรา วัดโพธิ์ทอง
> รุ่นผ่าตะวันเหนือดวง วัดพุทไธศวรรย์
> รุ่นอุดมโชคปฐมอรหันต์สุวรรณภูมิ
> รุ่นโคตรเศรษฐี
> รุ่นกตัญญู...ท่านพ่อ วัดห้วยรากไม้
> รุ่นรวยไม่เลิก
> หลวงปู่ทวด"รุ่นปาฏิหาริย์"วัดห้วยมงคล
> รุ่นบูรณะหลักเมืองปัตตานี
> รุ่น 9 รอบ 9 พิธี 108 ปี ท่านขุนพันธ์(หลักเมืองรุ่นพิเศษ)
> รุ่นเงินอภิมหาเศรษฐี หลวพ่อเงิน พิธีวัดท่าหลวง
> รุ่นบูรณะศาลหลักเมืองปี 2547
> รุ่นอุดมโชค8อรหันต์สุวรรณภูมิ(บูรณเจดีย์ราย ปี 45)
> รุ่นมรดกพ่อ 47 วัดพุทไธศวรรย์
> รุ่นพระเสื้อเมืองทรงเมือง
> รุ่นมงคลบารมีครอบฟ้าคลุมดิน ปี 2549
> มงคลจักรวาลพุทธาคมเขาอ้อ ปี 2545

องค์จตุคามรามเทพ

องค์จตุคามรามเทพคือใคร
...............มีผู้เชี่ยวชาญให้คำอธิบายว่าจตุคามรามเทพ หรือ จันทรภาณุ เป็นเทวดารักษาเมือง หรือเทพประจำหลักเมือง หรือเจ้าพ่อหลักเมืองนครศรีธรรมราช เป็นผู้ซึ่ง “ตั้งดิน ตั้งฟ้า สถาปนากรุงศรีธรรมโศก” ศูนย์กลางแห่งศรีวิชัยความตามคติธรรมพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน สาขาหนึ่งเชื่อว่ามนุษย์ทุกรูปทุกนาม ต้องเวียนว่ายตายเกิดท่ามกลางความทุกข์ การจะข้ามวัฎสงสารก็จะต้องยึดถือเพียรภาวนาและยึดถือตามหลักธรรมของพุทธองค์หากผู้ใดตั้งจิตอธิษฐานแน่วแน่ อุทิศตนช่วยเหลือขจัดความทุกข์ยากของมนุษย์ บำเพ็ญบารมี หกประการ คือ ทานบารมี ศีลบารมี ขันติบารมี วิริยะบารมี ธยานบารมี(ญานบารมี) และปัญญาบารมีครบถ้วนแล้วบุคคลนั้นจะสำเร็จเป็นเทวโพธิสัตว์หรือคฤหโพธิสัตว์ และหากมีการสร้างบารมีสูงขึ้นอีกสี่ประการประกอบด้วย อุปปายบารมี ปณิธานบารมี พลบารมี และชญานบารมี ผู้นั้นจะสำเร็จเป็นเทวโพธิสัตว์ผู้ทรงฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ สามารถบังคับฟ้าดิน สำแดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นเป็นร่างธรรม อันจักรช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นจากภัยภิบัติ และพ้นทุกข์ทั้งปวง จะก่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในชีวิต องค์จตุคามรามเทพถึงแล้วถึงความสามารถแกล้วกล้าเจนจบสรรพศาสตร์ทั้งปวง บำเพ็ญบารมี ถึงพรมโพธิสัตว์ จึงทรงอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ไพศาลจนได้รับนามาภิไธยราชฐานันดรว่า “จันทรภาณุ” ผู้มีอำนาจดังพระอาทิตย์ และพระจันทร์ ถืออาญาสิทธ์รูปราหูอมจันทร์ และวัฎจักร 12 นักษัตร เป็นสัญลักษณ์ อันเป็นตราประจำเมืองนครศรีธรรมราชอยู่ในปัจจุบัน
.........องค์จตุคามรามเทพ มีบริวารทหารกล้าสี่คน ประกอบด้วย
  1. พญาชิงชัย
  2. พญาหลวงเมือง
  3. พญาสุขุม
  4. พญาโหรา
..........เป็นกำลังหลักในการปราบปรามพวกพาหมณ์ที่ปกครองเมืองตามพรลิงค์อยู่ก่อน เมื่อได้เมืองมาแล้วก็ได้สร้างพระบรมธาตุเจดีย์ สถาปนาเมืองสิบสองนักษัตร หรือ กรุงศรีธรรมโศกฝังรากฐานพระพุทธศาสนา จนได้รับพระเกียรติว่า “พญาศรีธรรมาโศกราช” ภายหลังท่านเป็นเทวดารักษาเมือง สถิตอยู่ ณ. รูปจำหลักที่บานประตูไม้ทั้งสองข้างทางขึ้นลานประทักษิณรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชนั่นเอง ส่วนบริวารทั้งสี่ก็เป็นเทวดารักษาเมืองประจำทิศของเมืองเช่นกัน เมื่อสร้างหลักเมืองอันงดงามที่ปรากฎอยู่ทุกวันนี้ องค์จตุคามรามเทพและบริวารนี้เองที่ได้แสดงความอัศจรรย์ให้ปรากฎด้วยการประทับทรง หรือ ผ่านร่าง มาบอกกล่าวให้สร้างหลักเมืองแก้อาถรรพณ์ดวงเมืองที่พวกพราหมณ์ ได้ฝังใจจนทำให้บ้านเมืองไม่ปกติสุข ผู้คนแก่งแย่งชิงดีกันจนหาความสงบสุขไม่ได้
 
..........ส่วนเทวดารักษารอบเมืองโดยรอบศาลนั้นแบ่งออกเป็น สามแนว ดังนี้
 
แนวที่หนึ่ง (ระดับล่าง)
เป็นเทวดารักษาทิศ
  • เทวดารักษาทิศใต้ชื่อท้าวท้าววิฬุนหก
  • เทวดารักษาทิศตะวันออกชื่อธตรฐ
  • และเทวดารักษาทิศตะวันตกชื่อท้าวท้าววิฬุรปักษ์
แนวที่สอง (ระดับกลาง)
เป็นจตุโลกเทพคือพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระพรหมเมืองและพระบันดาลเมือง
 
แนวที่สาม (ระดับสูง)
จะประกอบด้วย ห้าพระองค์ในจักรวาลของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานคือ
  • พระไวโรจน
  • พุทธเจ้าอยู่ตรงกลาง
  • พระอักโษภยพุทธเจ้าอยู่ด้านตะวันออก
  • พระอมิตาภะพุทธเจ้าอยู่ด้านตะวันตก
  • พระรัตนสมภพพุทธเจ้าอยู่ด้านทิศใต้
  • พระอโมฆะสิทธิพุทธเจ้าอยู่ด้านเหนือ
ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช
.........จุดกำเหนิดศาลหลักเมืองคือ องค์จตุคามรามเทพ และบริวาร ตามที่กล่าวข้างต้น ได้แสดงความอัศจรรย์ให้ปรากฎด้วยการประทับทรง หรือ ผ่านร่าง มาบอกกล่าวให้แก่ พันตำรวจเอก สรรเพชญ ธรรมาธิกุล (ยศของท่านในขณะนั้น) ซึ่งเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธร จังหวัดนครศรีธรรมราชในตอนนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขดวงเมืองที่พวกพรารหมณ์ ได้สาปแช่งใว้ให้บ้านเมืองไม่ปรกติสุข และแก่งแย่งชิงดีกัน โดยเริ่มตั้งแต่ ปลายปี 2528 เป็นต้นมา จนแล้วเสร็จเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร เสด็จฯ มาทรงเปิดอย่างเป็นทางการ  ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชอันเป็นที่ประดิษฐานหลักเมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราช ปลูกสร้างในที่ดิน ของราชพัสดุ บริเวณทิศเหนือของสนามหน้าเมือง เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่   อาคารหลักประกอบด้วยอาคาร ห้าหลัง หลังกลางคือศาลหลักเมือง ส่วนอาคารเล็กอีก สี่หลัง ถือเป็นบริวารประจำทิศ ทั้ง สี่ เรียกว่าศาลจตุโลกเทพ ประกอบด้วย พระเสื้อเมือง,พระทรงเมือง,พระพรหมเมือง,พระบันดาลเมือง   เป็นที่เคารพกราบไหว้บูชา บนบาลศาลกล่าวของชาวเมืองนครฯ และผู้สัญจรผ่านไปมา เพื่อขอพึ่งบารมีมหิทธานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์เทพเทวารักษาเมือง เสมือนศูนย์รวมใจชาวสยาม คู่กันกับ องค์พระบรมธาตุ
 
ความโดดเด่นเป็นสง่าของศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช
 
1. ฐานวงกลม เก้าชั้น
การสร้างจากความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกรูปทุกนามมีต้นกำเหนิดมาจากดินเมื่อถึงการดับขันธ์ก็จะสลายกลายเป็นดินจึงกล่าวเตือนสติใว้เสมอว่างมงคลคาถาเก้าประการเท่านั้นจะช่วยให้มนุษย์ซึ่งเวียนว่ายตายเกิดนี่มีดวงตาที่เห็นธรรม ทั้งเป็นความความบอกเป็นนัยว่า หลักเมืองที่สร้างขึ้นนี้ สถิตอยูในรัชกาลที่ ๙
2. ลวดลายมงคลเล็ก
การสร้างจากความเชื่อที่ว่าทุกคนที่เกิดมาดูโลกไม่ว่าจะยากดีมีจนล้วนแล้วย่อมเป็นทารกที่สะอาดบริสุทธิ์ เสมือนผ้าขาวไม่มีรอยปรนเปื้อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสังคมและสิ่งแวดล้อมมีส่วนทำให้ความสะอาดและบริสุทธิ์ แปรเปลี่ยนไป
3. ลวดลายดอกและใบลำโพง
การสร้างจากความเชื่อที่ว่าเมื่อมนุษย์เติบโตขึ้นมาย่อมถูกครอบงำด้วยกิเลส ตัณหาและสภาพแวดล้อมจะทำให้พฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยน เปรียบกับดอกลำโพงพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่มีพิษ จะสามารถครอบงำมนุษย์เพิ่มขึ้นตามสภาพแวดล้อมที่ถูกห่อหุ้มด้วยกิเลส
4. ลวดลายเล็บช้างและน่องสิงห์
การสร้างจากความเชื่อที่ว่า บนเส้นทางความดีและความชั่ว เมื่ออยู่ในวัยเยาวน์พ่อแม่ย่อมเป็นคนอบรมสั่งสอนไม่ให้หันเหไปในทางที่ไม่ดีไม่งาม
5. ลวดลายดอกลำโพง
การสร้างจากความเชื่อที่ว่า เมื่อเติบโตพ้นจากอกพ่อแม่ แล้วย่อมสามารถแยกแยะสิ่งชั่วดีที่ผ่านมาในชีวิต ซึ่งถ้าปล่อยใจให้เหมือนเสพดอกและใบลำโพง ชีวิตนั้นก็จะหาความสุขไม่ได้
6. ลวดลายขดมงคล
การสร้างจากความเชื่อที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่รูจักจำแนกผิดชอบชั่วดีและสามรถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยรู้จักจำแนกแยกแยะ อะไรผิดอะไรถูก
7. ลวดลายน่องสิงห์ (ลายแรก)
การสร้างจากความเชื่อที่ว่า สัจธรรมเบื้องต้นที่จำแนกความดีความเลวของมนุษย์เป็นความรู้สึกเบื้องต้นสามารถนึกคิดเองได้ แต่ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ถ้าไม่มีกฎหมายบ้านเมืองบังคับ
8. ลวดลายมงคลรอบเสาร์ประดิษฐ์
การสร้างจากความเชื่อที่ว่า พระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งหลายจะเป็นเครื่องชี้ทางให้มนุษย์มีดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงพุทธศาสนา
9. ลวดลายบัวคว่ำบัวหงาย
การสร้างจากความเชื่อที่ว่า องค์จตุคามรามเทพได้รู้แจ้งเห็นจริง ในสัจธรรมของพระพุทธศาสนาหยั่งถึงความดีความชั่วอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ มุ่งให้ชาวศรีวิชัยได้รับแสงแห่งพระรัตนตรัยจึงอุทิศทรัพย์ศฤงทั้งปวงสร้างพระธาตุเพื่อเป็นพุทธบูชา ปราบปรามเหล่าจันฑาล ชั่วชิมิให้ก่อความเดือดร้อนในแผ่นดิน
10. ลวดลายน่องสิงห์ (ลายที่สอง)
การสร้างจากความเชื่อที่ว่าความดีความชั่วเป็นสิ่งที่เกิคควบคู่กับมนุษย์ ถึงแม้จะขนบธรรมเนียมประเพณีมาคอยอบรมสั่งสอน แต่ก็ยังมีกกลุ่มทรชน ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ องค์ราชันจตุคามรามเทพจะสำแดงเทวอำนาจให้แก่ชาวเมืองให้เป็นไปตามทำนองครองธรรม
11. รูปพรมสี่หน้าใหญ่
การสร้างจากความเชื่อที่ว่า สัญลักษณ์ของเทวดารักษาเมืองผู้รอบรู้สรรพศาสตร์ทั้งหลายและเขาถึงอภิธรรมสูงสุด ประกอบด้วยทิพยญาณหยั่งรู้ไตรโลก คืออดีต ปัจจุบัน อนาคตมีอำนาจเหนือชีวิตมนุษย์ สามารถสำแดงอภินิหารในร่างแปลง ประดุจดั่งพระพรหมสี่หน้า
12. รูปพรหมสี่หน้าเล็ก
การสร้างจากความเชื่อที่ว่า ประดิษฐ์เป็นสัญลักษณ์ของเทวดารักษาเมืองประจำทิศน้อยทั้งสี่แสดงเป็นนัยให้ทราบว่าไม่ว่าจะอยู่ทิศไหนไม่สามารถซ่อนเร้นให้พ้รเทวดาฟ้าดินได้
13. เปลวเพลิงยอดพระเกตุ
การสร้างจากความเชื่อที่ว่า เป็นสัญลักษณ์ ของการมีชัยชนะของชาวเมืองนครที่จะมาถึงในวันข้างหน้าบ้านเมืองจะมีแต่ความสงบสุข

.........ปัจจุบัน จตุคามรามเทพ ได้รับความนับถืออย่างกว้างขวาง โดยเชื่อว่าทรงฤทธานุภาพในทุก ๆ ด้าน ตามจารึกของชาวศรีวิชัยได้บอกว่า " มีอานุภาพดุจดังพระอาทิตย์และพระจันทร์ ที่ขจัดความมืดมัวในโลก " การขออธิษฐานจากพระองค์นั้นทำได้โดยมีเงื่อนไข 4 ประการ

  1. อธิษฐานขอในสิ่งที่เป็นไปได้ โดยไม่ขัดต่อศีลธรรม
  2. เมื่อได้รับสิ่งที่หวังแล้ว ต้องรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับพระองค์
  3. ควรจะสร้างกุศลกรรมถวายแด่องค์จตุคามรามเทพ
  4. เงื่อนไขทั้งสามข้อที่ผ่านมา หามีผลต่อการอธิษฐานไม่ เนื่องจากองค์จตุคามรามเทพเป็นเพียงบุคคลในประวัติศาสตร์ มิใช่เทพหรือเครื่องรางของขลังหลอกลวงประชาชน

แต่ที่สำคัญ อย่าลำพังเพียงอธิษฐาน ต้องสร้างกุศลกรรมให้แก่ตนเองให้ครบทุกด้านด้วย คือ ให้ทาน รักษาศีล และบำเพ็ญภาวนา

ภาพลักษณ์ของจตุคามรามเทพ โดยมากจะปรากฏเป็นองค์เทพบุตรในท่านั่ง มี 4 กร ถืออาวุธต่าง ๆ และนายทหาร 4 นาย นั้น จะปรากฏในรูปของหนุมาน 4 กร ถืออาวุธในท่วงท่าต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เป็นไปตามศิลปะศรีวิชัยที่มักสร้างสัญลักษณ์ขึ้นมาแทนความหมายต่าง ๆ

มนต์คาถาบูชาองค์พ่อจตุคามรามเทพ
(ตั้งนะโม 3 จบ)
                         จตุคามรามเทวํ  โพธิสตฺตํ   มหาคุณํ   มหิทฺธิกํ   อหํ   ปูเชมิ   สิทฺธิกิจฺจํ  สิทฺธิกมฺมํ  สิทฺธิลาโภ  ชโย  นิจฺจํ  สทา  โสตฺถี  ภวนฺตุ  เม  ฯ 
                        ข้าพเจ้าขอบูชา ท้าวจตุคามท้าวรามเทพโพธิสัตว์ ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ มีฤทธานุภาพไพศาล
ขอความสำเร็จ การงาน โชคลาภ และชัยชนะ จงมีแก่ข้าพเจ้า เป็นนิรันดร เทอญ..!!
 
" ตราบใดที่ผู้คนยังปราศจากหลักยึดเหนี่ยวที่ถูกต้อง ยังไม่เข้าถึงพระรัตนตรัย ไม่ศึกษาธรรมเพื่อนำมาปฏิบัติให้บังเกิดผลด้วยตน ไม่เรียนรู้ที่จะเสาะแสวงหาปัญญาที่เป็นพุทธะ ตราบนั้นผู้คนทั้งหลายย่อมนับถึอวัตถุสิ่งของต่าง ๆ เป็นที่พึ่งอีกนานเท่านาน..!!

"ประวัติ"องค์ท้าวจตุคามรามเทพ"


              จากการสืบค้นตำนานแห่ง"จตุรคามรามเทพ" พบว่าเริ่มต้นในแถบภาคใต้ของประเทศไทย และมีตำนานต่อเนื่องไปถึงดินแดนที่เคยเป็นดินแดนไทยในอดีตในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่ง"จตุรคามรามเทพ" มีที่มาจาก ตรรกวิทยาของชาวชวากะ (เกาะชวา) ที่เรียกว่า จตุคามศาสตร์ เชื่อกันว่า นางพญาจันทรา นางพญาพื้นเมือง ทะเลใต้ ราชินีผู้สูงศักดิ์ขององค์ราชันราตะ หรือ พระสุริยะเทพ ซึ่งรวบรวมดินแดนในคาบสมุทรทองคำเข้าเป็นจักรวรรดิ์เดียวกันในพุทธศตวรรษ ที่ 7 พระราชมารดาของเจ้าชายรามเทพ บรรลุธรรม สำเร็จตรรกศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ ทรงอิทธิฤทธิ์บังคับคลื่นลมร้ายให้สงบได้ชาวทะเลทั้งหลายกราบไหว้รำลึกถึง เมื่อออกกลางทะเล เรียกกันว่า แม่ย่านาง ชาวศรีวิชัยให้ความเคารพนับถือเทิดทูน ฉายานามว่า เจ้าแม่อยู่หัว

           เจ้าชายรามเทพได้ศึกษาเล่าเรียนวิชา จตุคามศาสตร์ และเลื่อมใสในพุทธศาสนานิกายมหายานอย่างแรงกล้า ซึ่งได้สร้างศิลปอารยะธรรมประดิษฐานมั่นคง ในดินแดนต่างๆ จนเหล่าราชครูต่างถวาย นามาภิไธยราชฐานันดร ว่า องค์ ราชันจตุคามรามเทพ

            เมื่อพระศรีมหาราชชาวชวากะได้ประกาศสัจธรรมทั่วสุวรรณทวีปแล้วจึงได้สร้าง มหาสถูป เจดีย์ขึ้นที่หาดทรายแก้วและในปลายพุทธศตวรรษที่ 8 ก็ประกาศชัยชนะที่เด็ดขาดเหนือสุวรรณทวีปและหมู่เกาะทะเลใต้ ชาวชวากะ (เกาะชวา) ได้จำลองรูปมหาบุรุษเป็น อนุสรณ์ ตามอุดมคติศิลปศาสตร์ศรีวิชัย เรียกว่า ร่างแปลงธรรม รูปสมมุติแห่ง เทวราชที่มีตัวตนอยู่จริงในโลกมนุษย์ ทรงเครื่องราชขัติยาภรณ์ สี่กร สองเศียร พรั่งพร้อมด้วยเทพศาสตราวุธ เพื่อปกป้องอาณาจักรและพุทธจักร เพื่อเป็นคติธรรมและศิลปะกรรม แพร่หลายไปทั่วพื้นที่อาณาจักรศรีวิชัย (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ภาคใต้ของไทย)

              ต่อมาภายหลัง ราชวงศ์ไศเลนทร์ ที่ได้สืบเชื้อสายต่อมา ได้เปลี่ยนจากศาสนาพุทธ ไปเป็นนับถือศาสนาอิสลาม ทำให้ศิลปกรรมเกี่ยวกับจตุรคามรามเทพ เริ่มสูญหายไปจากพื้นที่ในแถบเกาะชวา และในแถบประเทศมาเลเซีย แต่ในภาคใต้ของไทยศิลปกรรมเกี่ยวกับองค์จตุรคามรามเทพ ที่เป็นพุทธศิลป ก็ได้รับอิทธิพลจากขอม และลัทธิในศาสนามพราหมณ์ ทำให้มีการสร้างรูปบูชาในปางของของพระนายรายอวโลกิเตศวร และพบเห็นมากในแถบพื้นที่ภาคใต้ของไทย

เกี่ยวพันประวัติศาสตร์เมืองนครฯ

              จากตำนานเมืองนครศรีธรรมราช รวมถึงการพบหลักฐานที่บริเวณรอบๆ พระบรมธาตุปูชนียสถานที่สำคัญของเมืองนครศรีธรรมราช ได้พบองค์จตุรคามรามเทพ ในลักษณะของรูปจำหลักที่บานประตูไม้ทั้งสองที่ทางขึ้นลานประทักษิณทพและบริวาร รอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ 

              พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมมาธิกุล หนึ่งในผู้ที่ติดตามถึงประวัติความเป็นมาของ "จตุรคามรามเทพ" อธิบายว่า "เทวดารักษาเมืองหรือเทพประจำหลักเมืองนครศรีธรรมราชคือ จตุคามรามเทพ หรือ จันทรภาณุ ผู้ซึ่งตั้งดินตั้งฟ้าสถาปนา กรุงศรีธรรมโศก ศูนย์กลางแห่งศรีวิชัย ตามพระนามาภิไธยฐานันดร จันทรภาณุ ที่เชื่อกันว่า องค์จตุรคามรามเทพเปรียบ เสมือนผู้มีอำนาจดังพระอาทิตย์และพระจันทร์ ถือ อาญาสิทธิ์ รูปราหูอมจันทร์ และวัฎจักร สิบสอง นักษัตรเป็น สัญญลักษณ์ อันเป็นตราประจำเมืองนครศรีธรรมราช ในปัจจุบัน

จาก 10 บาท ถึง 1 ล้านบาท

               ส่วนประวัติการสร้างวัตถุมงคล "สยามธุรกิจ"ได้รับข้อมูลจาก นายโกวิทย์ แย้มวงศ์ (จ่าโกวิทย์) เจ้าของร้านพระเครื่องในย่านท่าพระจันทร์ ว่า"เท่าที่ทราบจตุรคามรามเทพมีตำนานเริ่มต้นคู่กับเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ1400 ปีที่แล้ว ก่อนจะมาเป็นเครื่องรางของขลังที่ได้รับความนิยมในพื้นที่ภาคใต้

              เริ่มแรกการสร้างวัตถุมงคลดังกล่าว ไม่ได้เน้นไปที่การให้เช่าบูชา เป็นเพียงของที่ระลึกในงานบุญเท่านั้น โดยเฉพาะในปี 2530 ที่มีการสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมยอดชัยหลักเมืองนครศรีธรรมราช ในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2530 ซึ่งเรียกกันว่ารุ่นสุริยันจันทรา

              ซึ่งการสร้างวัตถุมงคลจตุรคามรามเทพรุ่นสุริยันจันทรา ประกอบด้วย เนื้อโลหะ มีส่วนผสมของทองคำ นาค เงิน ซึ่งในเวลานั้นมีการนำวัตถุมงคลแจกจ่ายให้แก่ผู้มาร่วมในพีธีสร้างศาลหลักเมือง และต่อมาก็เช่าหากันในราคาย่อมเยาว์ คือประมาณ 10-30 บาทเท่านั้น 

               แต่จากประสบการณ์ของผู้ที่ได้ครอบครอง ที่เล่าลือถึงปาฏิหาริย์ และความศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นไปในลักษณะปากต่อปาก ทำให้ในปัจจุบันเช่าหากันในราคาหลักแสน และมีบางรุ่นที่เลยไปถึงหลักล้าน

              และเท่าที่ได้รับทราบมาพุทธคุณที่โดดเด่นขององค์จตุรคามรามเทพ ที่กล่าวขวัญกันมาในแง่ของ เมตตามหานิยม ในด้านค้าขาย และเรื่องราวของความแคล้วคลาดคงกระพันชาตรี ซึ่งหลายๆ คนที่มีประสบการณ์ในด้านนี้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียง" จ่าโกวิทย์ กล่าว

"ขุนพันฯ"ตำรวจหนังเหนียว

          และหนึ่งในผู้มีชื่อเสียงที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับองค์จตุรคามรามเทพที่โด่งดังระดับประเทศ มีชื่อของ"พล.ต.ต.ขุนพันรักษ์ราชเดช" นายตำรวจผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคใต้ ที่มีชื่อเสียงในแง่ความแคล้วคลาดอยู่ยงคงกระพัน ในวีรกรรมการปราบปรามเหล่าโจรร้ายต่างๆ

          ด.ต.ประมวล ชัยเชื้อ นายตำรวจนอกราชการในพื้นที่จังหวัดพัทลุง เปิดเผยถึงความสัมพันธ์ระหว่าง "พล.ต.ต.ขุนพันรักษ์ราชเดช" และความเลื่อมใสใน"องค์จตุรคามรามเทพ"ว่า"ชื่อของขุนพันฯ เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่ภาคใต้ ในฐานะนายตำรวจที่มีความเก่งกาจในการปราบโจรผู้ร้าย หรือในสมัยก่อนจะเรียกว่า***๊กต่างๆ ที่เสือในแต่ละก๊กนั้นก็มีวิชาอาคมแกร่งกล้า หรือที่เรียกกันว่ามีครูมีของกันทุกคน

        ขุนพันเองเดิมทีเป็นศิษย์ของวัดเขาอ้อ ในจังหวัดพัทลุง ซึ่งวัดเขาอ้อเองเป็นวัดโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ขึ้นชื่อในด้านวิชาอาคมต่างๆ เท่าที่ทราบขุนพันฯ เองเป็นคนที่เลื่อมใสในองค์จตุรคามรามเทพมาก เนื่องจากองค์จตุรคามรามเทพเองก็มีพุทธคุณในด้านนี้อยู่แล้ว และการออกปราบปรามโจรทั่วพื้นที่ภาคใต้ ขุนพันฯ ก็จะมีคาถาอาคมและของขลังที่เกี่ยวข้องกับองค์จตุรคามรามเทพติดตัวอยู่เสมอ

          ส่วนองค์จตุรคามรามเทพที่ได้รับความนิยมมากก็จะมีในรุ่นสุริยันจันทราที่สร้างกันในปี 2530 จนเวลานี้ก็เล่นหากันในราคาแสนไปจนถึงหลักล้านต้นๆ และในรุ่นต่อๆ มาก็ยังได้รับความนิยม อย่างรุ่นที่สร้างในปี 2547 ที่เป็นรุ่นต่อๆ มาก็ยังเล่นหากันในราคาหลักหมื่น"ด.ต.ประมวลกล่าว

ของปลอมระบาดหนัก

           อย่างไรก็ตามสำหรับการเสาะหาวัตถุมงคล โดยเฉพาะกับองค์จตุคามรามเทพ ที่ปัจจุบันมีการสร้างมูลค่ากันไปจนถึงหลักล้าน ที่ถือว่า เป็นหลักราคาเดียวกันกับพระเครื่องในระดับเบญจภาคี ก็ย่อมจะต้องมีการสร้างของปลอมเช่นเดียวกับวัตถุมงคลรุ่นอื่นๆ

          การใช้วิจารณญาณและหยั่งถึงความเป็นของแท้นั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร ยิ่งวัตถุมงคลโดยเฉพาะองค์จตุรคามรามเทพมีราคาค่อนข้างสูง การสร้างของเลียนแบบเพื่อให้ใกล้เคียงกับของแท้ จึงทำได้ใกล้เคียงมาก และทำให้ผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ต้องสูญเสียเงินหลายแสนบาท

พระแนะเป็นแค่เครื่องยึดเหนี่ยว

          ในทางศาสนาพุทธ เกี่ยวกับการวัตถุมงคล "พระอาจารย์ติกขวีโรภิกขุ" จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ) กล่าวกับ "สยามธุรกิจ" ว่า "จริงๆ แล้วศาสนาพุทธไม่ได้ให้ความสำคัญไว้มากนัก ขึ้นอยู่กับความศรัทธาของแต่ละบุคคล แต่ศาสนาพุทธเน้นไปที่เรื่องของคำสอนมากกว่า และมองว่า เครื่องรางของขลังหรือวัตถุมงคลเป็นเพียงที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เรื่องนี้อาตมาอยากให้ไปมองกันที่พระไตรปิฎกเล่มที่ 9

           ในวัตถุมงคลนั้นจะมีกุศโลบายที่ถูกซ่อนไว้ในเรื่องการให้ระลึกถึงศาสนา ระลึกถึงการกระทำความดี ตรงนี้น่าจะมองออกมาว่า เมื่อมีเครื่องลางของขลังหรือวัตถุมงคลติดตัวแล้วก็ต้องทำความดี

           สังคมทุกวันนี้ให้ความสำคัญกับวัตถุ มากเกินกว่ากุศโลบายที่คนโบราณได้ให้ไว้ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการผิดวัตถุประสงค์ที่พระเกจิหรือผู้สร้างวัตถุมงคลต้องการให้เป็น

            จริงๆ แล้วถ้ามีเครื่องลางของขลังหรือวัตถุไว้แล้วผู้ครอบครองไม่ทำความดี หรือไม่รักษาศีล วัตถุมงคลหรือเครื่องลางของขลังนั้นก็แทบไม่บังเกิดความหมาย ไม่ต่างอะไรกับเอาของหนักๆ มาแขวนคอ แต่ถ้ามีแล้วนึกหรือระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ อยู่ตลอดเวลา ก็จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ได้ยึดเหนี่ยวโดยเฉพาะเมื่อจะกระทำความชั่ว ก็จะรู้จักยับยั้งชั่งใจ

           อย่างจะทำชั่วอะไรซักอย่างก็ให้ลองเอามือไปคลำที่คอก่อนว่ามีอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวตรงนี้ก็อาจจะช่วยให้ยับยั้งชั่งใจได้บ้าง ซึ่งน่าจะเป็นวัตถุประสงค์ของผู้สร้างวัตถุมงคล

ชี้เป็นของพราหมณ์ไม่ใช่พุทธแท้

             ส่วนเรื่องของวัตถุมงคลที่มีราคาสูงๆ โดยเฉพาะในหลักแสนหลักล้าน อย่างที่ยกตัวอย่างมาในเรื่องของจตุคามรามเทพ จริงๆ แล้ว อาตมามองว่าจตุคามรามเทพเป็นพราหมณ์ เป็นเรื่ององศาสนาพราหมณ์ ไม่ใช่พุทธ แต่ไม่เป็นไร จะเป็นศาสนาอะไรก็ตาม หลักใหญ่ใจความสำคัญก็จะอยู่ที่ว่า การทำความดี

             แต่ในศาสนาพุทธแล้วคำสอนหลักๆ คือเน้นให้ปล่อยวาง ปล่อยวางในที่นี้คือการปล่อยวางจากกิเลส การนำเอาวัตถุมงคลมากำหนดมูลค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกำหนดมูลค่าสูงๆ มันก็เท่ากับเป็นการสร้างกิเลส

              มูลค่าของวัตถุมงคลส่วนมากก็มักจะมาจากเรื่องเล่าต่อๆ กันมา ปาฏิหาริย์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้ว ในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงสอนให้ยกย่องปาฏิหาริย์ แต่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ในรูปแบบของการอยู่ยงคงกระพันหรือเหาะเหินเดินอากาศ แต่ปาฏิหาริย์ที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องคือปาฏิหาริย์ของการแสดงธรรมเปลี่ยนจากคนชั่วเป็นคนดี เปลี่ยนจากทางผิดสู่ทางที่ถูกต้อง นั่นคือปาฏิหาริย์

             ถ้าจะเช่าซื้อวัตถุมงคลราคาสูงๆ เพื่อหวังจะให้เกิดปาฏิหาริย์นั่น ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับหลักกาลามาสูตร 10 ประการ ข้อหนึ่งที่ว่า อย่าเชื่อเพราะเขาเล่ากันมา ถ้าจะหาวัตถุมงคลไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแล้วก็ไม่ต้องมามองกันในเรื่องของปาฏิหาริย์ที่จะเกิด เมื่อไม่มองเรื่องปาฏิหาริย์ที่จะเกิด ก็ไม่ต้องมองเรื่องของมูลค่า จากตรงนั้นก็คือเราก็จะไม่เกิดกิเลส

พระเตือนอย่าแสวงหาจนเกิดทุกข์

             อีกประการหนึ่งที่อยากแนะนำคือเวลานี้สังคมไทยขณะนี้อ่อนแอ คนก็พยายามหาเครื่องยึดเหนี่ยว แต่เรื่องของวัตถุมงคลราคาแพงๆ นั้น คงจะต้องพิจารณาในเรื่องของเจตนาด้วย วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังก็เสมือนกับสิ่งที่เติมพลัง การตั้งอธิฐานจิตก็คือการเติมพลังงานให้เกิดในวัตถุนั้นๆ เป็นการเติมพลังงานในทางที่ดี อันนี้เป็นวิทยาศาสตร์

             แต่หากผ่านการสร้างมูลค่าเสาะแสวงหากันมากๆ อันนี้เจตนาก็เริ่มจะเปลี่ยน ในทางพุทธก็เป็นพุทธพาณิชย์ ถ้าเป็นเรื่องของจตุรคามรามเทพ ก็เป็นเรื่องพราหมณ์พาณิชย์ เมื่อวัตถุมีมูลค่า คนก็เสาะหา เมื่อเสาะหาแล้วต้องใช้จ่ายในราคาที่สูงๆ ก็จะเกิดทุกข์ตามมา คือทุกข์เพราะราคา ทุกข์เพราะการเสาะแสวงหา ต้องหลอกต้องลวงกัน เช่าหาของปลอมกันมาก็เป็นทุกข์ เท่ากับอันนี้เป็นที่มาของทุกข์ เท่านั้นไม่พอ เมื่อได้มาแล้วเจตนาของคนได้มาหวังในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เมื่อสิ่งนี้ไม่เกิดหรือเกิดไม่สมกับราคาอันนี้ก็เป็นทุกข์ตามมาอีก

              เพราะฉะนั้นเจตนาจึงเป็นเรื่องสำคัญ เรียกว่าทุกข์เพราะเจตนา ซึ่งถ้าเรามองตรงเจตนาอาตมาว่าวัตถุมงคลจะมีราคาเท่าไหร่นิยมหรือไม่ ไม่สำคัญ สำคัญที่เราไม่เกิดทุกข์ อย่างวัตถุมงคลที่แจกกันแบบไม่เสียเงินเสียทองถ้ารับมาแล้วไม่เกิดทุกข์อันนั้นถือเป็นพลังบริสุทธิ์ ส่วนอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ นั้นเป็นเรื่องของประสบการณ์ของผู้ที่พบ เกิดจากหลายๆ ปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน ในทางเหตุผล จะเอาเป็นเหตุผลที่จะมองว่าอันนั้นดีอันนี้ดี อาตมาว่าตรงนี้คงมองอย่างนั้นไม่ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าจะตรึกตรองให้ดี และก็คงต้องพิจารณากันเอาเองว่าจะเช่าหาบูชาวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังใด เมื่อกระทำแล้วจะเกิดทุกข์หรือไม่

              เรื่องเครื่องรางของขลังวัตถุมงคลนี้หากพิจารณาจากหลักธรรมคำสอนแล้ว เชื่อว่าคงจะเข้าใจ แต่ไม่ได้ห้ามว่าศาสนาพุทธไม่ได้เน้นแล้วจะมีไม่ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล แต่สำคัญคือมีแล้วต้องไม่เกิดทุกข์ และเรื่องนี้ถ้าจะพิจารณาให้ถ้วนถี่ก็ต้องไปศึกษากันในพระไตรปิฎกเล่มที่ 9

จิตแพทย์ชี้เปรียบเหมือนยาสังคม

               เกี่ยวกับเรื่องของวัตถุมงคล ที่ปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจหนึ่งที่มีเงินหมุนเสียนในวงการนี้นับพันล้าน และมีการนำมาสร้างมูลค่า น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกรมสุขภาพจิต ชี้ให้เห็นความเกี่ยวพันระหว่างสังคม และเครื่องรางของขลังวัตถุมงคลว่า แท้ที่จริงแล้วเรื่องนี้ เป็นตัวสะท้อนภาพของสังคมได้เป็นอย่างดี เพราะวันนี้สังคมขาดที่พึ่ง ทำให้เกิดภาวะตรึงเครียด ทั้งในเรื่องของการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ทำให้เกิดความอ่อนแอในจิตใจ ก็เลยต้องพึงเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เสมือนเป็นยายามที่สังคมกำลังป่วย

                ภาพของวัตถุมลคลที่มีการสร้างมูลค่าสูงๆ ก็จะสะท้อนให้เห็นว่า วันนี้ประชาชน สังคม กำลังขาดที่พึ่ง จึงต้องหันเข้าหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ที่แม้จะมีราคาสูงแต่ก็ยอมที่จะแลกเพื่อให้ได้มาครอบครอง ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าทำความเข้าใจในเหตุผลและสาเหตุที่แท้จริง เรื่องของเครื่องรางของขลังอาจจะไม่จำเป็นมากนัก

               การนับถือเครื่องรางของขลังหรือวัตถุมงคล จะเป็นสิทธิของแต่ละคนที่เชื่อถือศรัทธา แต่ขณะนี้กำลังระบาดไปทั่วทั้งแวดวงสายพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ ไม่เพียงเท่านั้นยังนำวัตถุมงคลมาสร้างมูลค่าหากำไรกันอย่างดาดดื่น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยในปัจจุบันมีอาการเจ็บป่วยอมทุกข์อย่างขนานใหญ่ วันนี้อย่าไปกล่าวถึงศาสนาเลย เพราะศาสนาที่เป็นที่ศรัทธาของประชานทุกหมู่เหล่าในวันนี้ คือ วัตถุนิยมสุดโต่ง และพรุ่งนี้จะมีวัตถุมงคลอะไรอีกที่จะถูกส่งเข้าทำราคาในตลาด โปรดติดตาม

      จากการที่หลายคนมีความสงสัยว่า  ทำไม่ต้องนำเอาองค์พ่อจตุคาม  รามเทพมาเป็นเทพประจำศาล หลักเมืองนครศรีธรรมราช  ทำไมไม่เอาองค์อื่น  หรือไม่อัญเชิญเทพองค์อื่นมาสถิตย์ประจำศาล ทำให้ผมต้องคิดหาคำตอบมาเขียนบอกกล่าวกันเหมือนเดิม  ผิดถูกอย่างไรไม่ต้องเกรงใจโทรมาบอกแก้ไขได้เสมอเพื่อความถูกต้อง จากการบอกกล่าวของผู้รู้เรื่องนี้บอกว่า  การสรรหาเทพประจำศาลหลักเมืองนครศรีฯ  ของคณะผู้จัดสร้องศาลหลักเมืองนั้น  ก็มือแปดด้านไม่รู้และมีใครละที่จะเป็นผู้รู้อยู่ที่ไหน  มีคำตอบให้คิดกันต่อไป คำตอบที่ได้มาคือ  ต้องไปหา  “คนทรง”  คนทรง  ในที่นี้ผมคิดว่าท่านผู้อ่านคงเข้าใจ  ก็คือคนธรรมดานี่แหละที่อัญเชิญเทพองค์โน้น  องค์นี้  หลวงปู่โน่นหลวงพ่อนี่  หรือ  ฤาษีต่างๆ  มาประทับร่างของตน  เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่าง  มนุษย์กับเทพเทวาให้สามารถพูดจารู้เรื่องกันได้   คณะผู้จัดสร้างศาลหลักเมืองจึงได้ไปหา  โกผ่องนายอะผ่อง  สกุลอมร  ซึ่งในขณะนั้นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า  เป็นคนทรงเจ้าอยู่เป็นประจำ  จึงของให้นายอะผ่องอัญเชิญเทพประทับร่างเพื่อสอบถามเรื่องราวบางอย่างของการอัญเชิญเทพมาสถิตย์ประจำศาล
การทรงเทพของโกผ่องในขณะนั้นยังมีความกังขาของคณะผู้จัดสร้างศาลว่า  ทรงจริงหรือทรงหลอก  ตรงนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดได้ว่าคนทรงคนนี้เขาทรงจริงหรือเปล่า?   จากความสงสัยนี้เองจึงมีการทดสอบเกิดขึ้นโดยการบำบุหรี่ติดไฟและธูปที่ไฟกำลังติดแดงนับสิบก้าว  จี้ไปที่ตัวคนทรงในขณะที่กำลังทรงประทับร่าง  แต่ร่างทรงก็ยังนั่งเฉยไม่รู้สึกอะไรไม่สะดุ้งสะเทือนเหมือนนั่งอยู่ปรกติไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนญาติคนทรงเห็นแล้วสงสารขอร้องให้เลิกทดลองได้แล้วถ้าทรงไม่จริง  ป่านนี้เนื้อตัวคนทรงคงพุพองไปทุกที่  แต่นี้ไม่เป็นอะไรเลยยังไม่เชื่อกันอีกหรือ?  เป็นอันว่าทุกคนเชื่อสนิทในจึงให้โกผ่อนทรงอยู่เรื่อยๆ  ทรงเพื่ออัญเชิญเทพเทวาให้ท่านมาบอกกล่าวเรื่องของการสร้างหลักเมือง  และต้องการหาเทพมาประจำศาลหลัก  เท่าที่ผู้รู้ที่อยู่ในเหตุการณ์บอกว่า  มีเทพมาประทับร่างหลายองค์  บอกว่าชื่อโน้มบางชื่อนี้บ้าง  แต่ชื่อเทพที่บอกนามมา  นั้นไม่มีในปรปะวัติศาสตร์นครศรีฯ  จึงไม่มีผู้ใดสนใจ  จะกระทั่งมีเทพองค์หนึ่งเข้ามาประทับร่างโกผ่อง  ผู้นำของคณะผู้จะจัดสร้างศาลหลักเมือง  ก็ถามเหมือนเคยว่า พระองค์ท่านมีนามว่าอะไร?  เทพในร่างทรงไม่บอกชื่อ  แต่ขอกระดาษและปากกามาจะวาดรูปให้ดู วาดรูปอยู่สักพักหนึ่งก็ส่งกลับคืนมา  ถามหาผู้รู้จากกลุ่มผู้คนที่อยู่ในที่นั้นก็ไม่มีใครรู้จักอีก  จึงได้บอกเทพในร่างทรงไปว่า  “ไม่มีใครรู้จักรูปที่ท่านวาด  ท่านเป็นใครบอกมาเถอะ เทพในร่างทรงโกผ่อง  ไม่ยอมตอบคำถามว่าท่านเป็นใคร  แต่บอกมาว่า  “ถ้าพวกเอ็งอยากรู้ว่าเป็นใครก็เอรูปวาดไปถามอ้ายหนวดดู”  แน่นอนที่สุด  “อ้ายหนวด”  ในที่นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก  พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช  ผู้มีวิชาคาถาขลังผู้เป็นหลักบ้านของชาวนครศรีธรรมราช  คณะที่จะจัดสร้างศาลหลักเมืองได้นำภาพวาดดังกล่าวไปให้ขุนพันธ์ฯ ดู ท่านขุนพินิจพิจารณาอยู่สักครู่ก็บอกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่งในว่า นี่คือรูปของ  “ท้าวจตุคาม  รามเทพ  อดีตผู้ปกครองนครศรีวิชัย  สุวรรณภูมิ  เมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้ว”ผู้เขียนคิดว่า  ท่านขุนพันธ์ฯ  ก็คงจะเล่าประวัติของ  ท้าวจตุคาม  รามเทพให้กับคณะทีจะจัดสร้างศาลหลักเมืองจนเป็นที่เข้าใจและรู้ที่ไปของเทพองค์นี้  ทุกคนจึงเห็นดีด้วยที่จะอัญเชิญท้าวจตุคาม  รามเทพ  มาเป็นเทวาประจำศาลหลักเมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราชต่อไป
จากคำถามที่ว่า  “ทำไมต้อง  เอาพ่อจตุคาม  รามเทพ  มาเป็นเทพประจำศาลหลักเมืองนครศรีฯ”  มีคำตอบให้ท่านผู้อ่านรู้แบบง่ายก็คือ  เทพองค์นี้มีในตำนานของนครศรีธรรมราช  แต่เทพองค์อื่นไม่มีตำนาน เมื่อไม่กี่วันนี้ผมได้คุยกับ  คุณเล็ก  พันธ์รักษ์ราชเดช  ลูกชายผู้สืบสานด้านไสยเวทย์  ของท่านขุนพันธ์ฯ  อีกครั้ง  ผมได้ถามพี่เล็กว่า  “ทำไม  องค์พ่อจตุคามรามเทพ  ที่เขาสร้างกันจึงมีพญานาคหรืองูมาแผ่พังานด้วย  ส่วนองค์พังพระกาฬนั้นพอรู้ว่ามีงูมาเกี่ยวข้องมาคายลูกแก้วให้เมื่อตอนเด็กๆ   พี่เล็กบอกว่า  ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  พอสร้างศาลหลักเมืองขึ้นมา  อัญเชิญท้าวจตุคาม  รามเทพ  มาประจำศาลหลักเมือง  มีการสร้างน้ำตาลแว่นท้าวจตุคาม  รามเทพ  สุริยัน  จันทรา  พญาราหู  หลังๆ  ปรากฏว่าทำกันเยอะไปหมดไม่รู้จะทำอะไรกันแล้วทำให้นึกว่า  นครศรีวิชัยเจริญงอกงามขึ้นมาแล้วก็ต้องมีคนมาแก้ไขให้  นครศรีวิชัยกลับคือมาเหมือนเดิม  จึงได้นำเอา  “พังพระกาฬ”  ทหารเอกผู้เกล้าที่เคยกอบกู้บ้านเมืองขึ้นมาให้ผู้คนได้รู้จักและช่วยเหลือมวลมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก  ถูกต้อง  พังพระกาฬ  มีรูปงูมีรูปนาคปรกด้วย  เพราะพังพระกาฬเกี่ยวข้องกับงูมาตั้งแต่เด็ก  ย่อมทำเป็นรูปนาคปรกได้  บ้างก็เรียก  “ศรีมหาราชพังพระกาฬ”  บ้างก็เรียก “โพธิสัตว์พังพระกาฬ”  ก็สุดแต่จะเรียก พอวัตถุมงคลดัง  คนรุ่นหลังไม่รู้คิดกันได้ยังไง  หรืออาจจะเข้าใจผิด  เกิดความคิดเอาเองว่า  ท้าวจตุคาม  รามเทพ  เกิดมาเป็น  “พังพระกาฬ”  จริงๆ  แล้วไม่ใช่  ตรงนี้ก็สุดแล้วแต่ว่าใครจะคิด แต่เดิมทีเดียวไม่เคยปรากฏว่า  ท้าวจตุคาม  รามเทพ  มีพญานาค  หรือมีงูมาเกี่ยวข้อง  คนรุ่นหลังๆ  คนจะเข้าใจผิดเองว่าท้าวจตุคามรามเทพมีงูมีพญานาคและองค์ทีนั่งยกมือขึ้นเหนือเข่านั่นก็คือ  “ขุนโหร”  ไม่ใช่  “ท้าวจตุคาม”ผมถามต่ออีกว่า  ทำไมคนจึกเรียกรวมกันว่า  ท้าวจตุคาม  รามเทพ  ท่านเป็นฝาแฝดกันหรือป่าว ? ลูกชายท่านขุนพันธ์ฯ  บอกว่า  นี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน  ไม่รู้ใครเรียกคนแรก  และไม่มีการยืนยันว่าท่านเป็นฝาแฝดกันเพียงแต่รู้ว่าท่านเป็นพี่น้องกัน  และพระวรกาย  ของท่านก็ไม่ดำสนิท  ในนิมิตบอกว่า  องค์หนึ่งผิวคล้ำ  องค์หนึ่งผิวขาว  ผิวคล้ำก็น่าจะดำ – แดง  ไม่น่าจะเรียกท่านว่า  “ราชันดำ”  ราชันดำ  เข้าใจว่าน่าจะรวมกับพระราหู  ให้ดูมึงทึง  ให้ดูเป็นสง่า  แต่ว่าท่านผิวไม่ดำ  ท่านเป็นชาวสุวรรณภูมิ  เป็นไทยสะกอ  (ชายทะเล) เหรียญพังพระกาฬ  ก็จัดสร้างขึ้นตามคำบอกของ  พ่อจตุคาม  รามเทพ  ในร่างทรงโกผ่อง  เพื่อจะได้รู้จักคนที่เก่งกล้าสามารถกู้  “นครศรีวิชัย”  กลับคืนมาจากชะวา  ก็คือ  “พังพระกาฬ” เมื่อพ่อจตุคาม  บอกมาเช่นนี้  ก็มีคนถามพี่เล็กว่า  มีแบบไหม  พี่เล็กบอกว่าแบบมีแต่ต้องหาก่อน  จากนั้นจึงให้ทุกคนไปช่วยกันหาแบบพังพระกาฦ  ได้รูปแบบมาแล้วจึงได้ให้  คุณเปี๊ยก  พรชัยย เขียนแล้วให้  คุณเล็ก  ขุนพันธุ์  ใส่ยันต์ลงไปทุกอย่างก็เรียบร้อยตามที่ได้เห็นกันในปัจจุบันนี้ ไม่รอช้าผมยิงคำถามต่ออีกว่า  ทำไมวัตถุมงคลพ่อจตุคาม  รามเทพ  จึงต้องมีราหู  แม้แต่รุ่นแรกปี  30  ยังมีราหู  มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร? พี่เล็กบอกว่าเมื่อครั้งที่เริ่มจะสร้าง  วัตถุมงคลหลักเมืองปี 30 ในตอนนั้นทุกคนมึนตึบไมรู้ว่าจะใช้รูปแบบไหนดี ขอเล่าย้อนไปเมื่อปี  2516  ได้ทำผ้ายันต์ให้  พ่อท่านกล่ำ  ในรูปแบบของ  ราหู  12 ตน  (ท่านกล่ำเป็นหลวงอาของพระอาจารย์เกษม  วัดชะเมา)  และต่อมาในปี  2526  ก็ได้ทำผ้ายันต์ให้  พ่อท่านกล่ำ  อีกครั้งในรูปแบบ  ราหู 8 ตน  พ่อท่านกล่ำรูปนี้ยังเป็นหลวงอาของ  คุณเล็ก  พลโทชำนาญ  มณีวัฒน์  ซึ่งเป็นประธานฝ่ายจัดสร้างในขณะนั้นโดยมี  พลตำรวจ  ขุนพันธ์รักษ์ราชเดชเป็นเจ้าพิธี ผ้ายันต์ที่ได้กล่าวมานี้มี  พระอาจารย์เกษม  วัดชะมา  เป็นผู้ลงทุนทำทดแทนคุณให้กับหลวงอา  ซึ่งในยุคนั้น  โกผ่อง  สกุลอมร  และ  โกฉ้า  คุณอนันต์  แซ่ตัน  ก็ยังเป็นศิษย็ใกล้ชิดพ่อท่านกล่ำอยู่ พอคณะผู้จัดสร้างศาลหลักเมืองนครศรีฯ  จะทำวัตถุมงคลหลังเมือง  ในเวลาเพียงน้อยนิดความคิดที่จะออกแบบเขคยนแบบไม่มี  ในช่วงที่ฉุกเฉินนี้ต้องการแบบพิมพ์เป็นการด่วน  คิดอะไรไม่ออก  ก็เลยเอาผ้ายันต็สี่เหลี่ยมของพ่อท่านกล่ำมาเป็นรูปแบบก่อน  เอารูป  พ่อท่านกล่ำออกเอาพระบมธาตุใส่ลงแ  ต่อมาก็อาราหู 8 ตนในผ้ายันต์ของพ่อท่านกล่ำใส่ลงไปก็เท่านั้นเอง ลูกชายผู้สืบสายไสยเวทย์เขาอ้อของท่านขุนพันธุ์  กล่าวต่ออีกว่า  แบบผ้ายันต์ของพ่อท่านกล่ำทั้งหมดผมมีอยู่  มีทั้งรูปราหู  8 ตน  และ 12 ตน  เนื่องจากในตอนนั้นมีผู้คนมาบูชาผ้ายันต์ทุกวัน  ไม่ว่าใครจะเกิดวันไหนก็แล้วแต่ราหูจะให้คุณ  ตามภูมิตำราของโหรบอกว่าพญาราหูถึงแม้ว่าจะเป็นยักษ์แต่เป็นยักษ์ที่ให้คุณแก่มวลมนุษย์  และคิดว่าต้องออกให้ชาวบ้านบูชาได้แน่นอน  เลยทำผ้ายันต์รูปราหูให้พ่อท่านกล่ำ  ออกให้บูชา พอมาถึงรุ่นศาลหลักเมืองปี  30  คณะผู้จัดสร้างส่วนใหญ่ก็เป็นศิษย์อยู่กับพ่อท่านกล่ำ  ก็เลยนำเอารูปแบบของพ่อท่านกล่ำมาเป็นต้รแบบ  เอารูปพ่อท่านกล่ำออกเอารูปพ่อจตุคาม  รามเทพ  ใส่ลงไป  และได้ราธนานิมนต์พ่อท่านกล่ำไปเป็นประธานสงฆ์ในพิธีหลักเมืองครั้งนั้นด้วย ต่อมาในช่วงหลังๆ  ก็มีผู้คนมาติดใจหลงชอบรูปแบบดังกล่าว  ไม่ว่าใครจะสร้างอะไรก็แล้วแต่ในรูปแบบนั้น  ผู้ที่เขียนแบบเขียนยันต์ก็คือ  คุณเปี๊ยก  พรชัย  และ  คุณเล็ก  พันธรักษ์ราชเดช  และก็ไม่เคยจดลิขสิทธิ์ ผู้เขียนยังถามต่ออีกว่า  ราหู 8 ทิศมีความหมายอย่างไร  ช่วยบอกให้ผู้ที่นำไปใช้ได้รู้บ้างเถอะพี่ พี่เล็กบอกว่า ..... เอาว่าไงว่ากัน!!! ลูกชายท่านขุนพันธ์จึงสาธรยายความหมายของราหู  8 ทิศ  เคยคิดกันบ้านไหมว่า  ทำไมผู้คนถึงตีกลองร้องเป่า  ตีเกาะเคาะไม้ดีอกดีใจ  ตอนเกิดราหูอมพระอาทิตย์  ราหูอมพระจันทร์  ทำไมต้องเอาสากกะเบือที่เขาใช้โขลกน้ำพริงไปทิ่มต้นไม้เพื่อขอให้ออกลูกดกๆ  บางคนยกมือไหว้ขอให้มีลูกมีหลาน  ทำไมต้องทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลกันขึ้น ถ้าจะถามว่า  จะเป็นจริงตามที่ขอหรือไม่?  ตอบได้ตรงนี้เลยว่า  “ไม่รู้”  แต่เป็นความเชื่อของผู้คนมาแต่โบร่ำโบราณ  และก็ได้ผลด้วย  จึงได้นำเหตุการณ์ที่ว่านี้เป็นตัวช่วย  เอานิมิตดังกล่าวนี้มาคุยกันว่า  พระราหูท่านช่วยอะไรได้  พระราหูตามตำนานที่รู้มาก็ตรึงตาตรึงใจพวกเราอยู่  รู้มาว่าท่านได้ดื่มน้ำอัมฤทธิ์อันวิเศษเข้าไป  ใครจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ท่านจะไม่มีวันตาย ด้วยความเชื่อที่ว่านี้เมื่อมีหลายๆ  ดวงจิตในโลกมารวมกันเป็นนิมิตที่นำไปใช้แล้วก็ขอ  จะเป็นอะไรมาบ้างก็แล้วแต่  แต่คนขอจะได้ผล  พวกฝรั่งต่างชาติก็ยังมีพวกฝรั่งบอกว่าเป็นการหมุนของโลกแล้วจะเกิดเส้นๆ  หนึ่งตัดกับเส้นรุ้งเส้นแวง  ตรงนี้ที่ตัดกันนี่ของเราบอกว่ามันเกิด  “ราหู”  ฝรั่งเรียกว่า “โหนด” ตรงนี้ถ้าใครถูกใครโดนเข้าไป  จะทำให้รวยได้  และก็ทำให้ฉิบหายได้เหมือนกัน  ฝรั่งเขาก็ถือเหมือนเรา ผมถามต่ออีกว่า  เป็นเพราะอะไรเวลาทำพิธีดี  พิธีถูกต้องมักจะเกิด  พระอาทิตย์ – พระจันทร์ทรงกรดหรือ  รุ้งกินน้ำ  ทั้ง ๆ  ที่แสงแดดแผดจ้า? ลูกชายท่านขุนพันธ์บอกว่า  เกิดจาการบนบานศาลกล่าวบวงสรวงด้วยเวทมนต์  ส่งขึ้นไปเบื้องบน  เมื่อเบื้องบนรับพลังงานกระทบละอองน้ำพลิก  ทำให้เป็นกระแส  เรียกง่ายๆ ก็คือ  การส่งมนต์ขึ้นเบื้องบน  ข้างบนก็ส่งลงมา  รวมตัวกันเป็นรุ้งกินน้ำ อีกอย่างหนึ่งก็เกิดจากดาวนพเคราะห์บังดวงอาทิตย์ก็ทรงกรดเหมือนกันแต่จะทรงหลายวันและจะเกิดรังสีโซลูน่า  รังสีนี้ถ้ามองด้วยตาเปล่าอาจทำให้ตามบอดได้แต่มันจะส่งผลให้สมองมีความจำมีการระลึกได้  หมอที่มีชื่อเสียงของโลกหลายคนตาบอดเพราะรังสีโซลูน่าแต่สามารถรู้อนาคตนี่ก็ผลของทรงกลดซึ่งมีอยู่ 2 อย่างคือ   1.เกิดจากดาวนพเคราะห์บังดวงอาทิตย์สามารถรู้ล่วงหน้าได้เป็นปี  กำหนดพิธีได้เลยอาศัยเพื่อการค้าขาย  2. เกิดขึ้นโดยมนต์สั่ง ก่อนจบฉบับนี้ขอขอบคุณ  อาจารย์เบิร์ด  สุราษฏร์  ที่ได้พานักข่าวจากชมรมนักข่าวและช่างภาพพระเครื่องไปเยี่ยมชมบ้านพังพระกาฬที่นครศรีธรรมราช  และพาไปรับประทานอาหารกลางวันกันอิ่มทุกคน  และยังหาพระคาถาบูชาองค์พ่อจตุคาม  รามเทพส่งมาให้หลายแบบ  ผมเลยถือโอกาสลงให้ทั้งหมดใครจะใช้แบบไหนก็แล้วแต่นะครับ
พระคาถาบูชาองค์จตุคามราม  แบบที่ 1 ท่อง  นะโม  3 จบ
ระลึกถึง  พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  คุณบิดามารดา  ครูบาอาจารย์  ลูกขออำนาจฤทธิ์เดช  บารมีท่านพ่อจตุคามรามเทพ  พระโพธิสัตว์  ศรีมหาราช  พังพระกาฬ  ขอน้อมสักการะ  สุริยันจันทรา  จันทรภานุ  (อธิฐานขอตามใจปรารถนา  ครั้งละ 1 อย่าง)
แบบที่ 2 ท่อง  นะโม  3 จบ
จะตุคามรามะเทวัง  โพธิสัตตัง  มะหาคุณัง  มะหิทธิกัง  อะหังปูเชมิ  สิทธิลาโภ  นิรันตะรัง
ข้าพเจ้าขอบูชา  ท้าวจตุคามรามเทพโพธิสัตว์  ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่  มีฤทธานุภาพไพศาล  ขอความสำเร็จและ  ลาภ  จงมีแก่ข้าพเจ้า  เป็นนิรันคร
แบบที่  3  ท่อง  นะโม  3 จบ
จะตุคามรามะเทวัง  อะหังปูเชมิ  ข้าพเจ้าขอบูชา  ท้าวจตุคามรามเทพโพธิสัตว์  ขอสรรพอันตรายทั้งปวงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าเลยฯ
การขอบารมีจากท่านนั้น  ขอเพียงครั้งละ 1 อย่าง




สมาชิกลงชื่อเข้าใช้
ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิกใหม่
เชื่อและศรัทธาต่อองค์เทพ
มีความเชื่อว่ามีจริงและศรัทธาต่อองค์ท่านมาก
นับถือตามเพื่อนฝูง แต่ไม่แน่ใจว่ามีองค์เทพจริง
น่าจะมีแต่ในนิยายหรือละครของอินเดีย
เหลวไหลเรื่องไร้สาระ
::::ตลาดซื้อขาย::::
+ขายกล้อง
+ chokenimit
+ เฮียหอย
+ lot3time
+ชุมนุมเลขดอทคอม
+ ศรีชนะแอร์
+ ซีทีแอร์9
+ ขายแอร์ออนไลน์
+เครื่องดนตรีมือสอง
+ชมรมคนรักการถ่าย
+ taradnud24
+fotorelax
+tiggersound
+advice
+pantipmarket
+overclockzone
+phonehip
+ขายดี
+pramool
+thaimobilemarket
+taladrod
+pdamobiz
+thaisecondhand
+ ตากล้อง
+ jatsada
+ ซื้อขายทีวี
+ choke77
+board.trekkingthai
::::หน่วยงานการศึกษา::::
+e-office สพท.พจ 2
+ ร.ร.วัดป่าพระเจ้า
+ โรงเรียนวัดโพทะเลface
+ โรงเรียนวัดโพทะเล
+ ตัวอย่างงานวิจัย
+ สพม.41
+ สืบค้น ม.สารคาม
+ สืบค้น ม.เชียงใหม่
+ UTQ Online
+ร.ร.วัดป่าพระเจ้า
+สพฐ.
+ 400 โครงการ
+ร.ร.วัดหนองคล้า
+ครูบ้านนอก
+สำนักพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพค.)
+ สนง.ศึกษาธิการภาค ๒
+O-NET
+สพท.พิจิตร เขต 2
+การนำเข้าข้อมูลกำลังพล
+e-loade สพท.พจ 2
+dataonweb
+รับนักเรียน
::::ศูนย์แซบอีหลี::::
[ ] แจ้งค่าจัดส่งสินค้า
[ ] รายละเอียดการจองจตุคาม
[ ] ตรวจสอบรายการสั่งซื้อ
[ ] เกร็ดความรู้มาฝาก
[] รวมวัตถุมงคล
[ ] แบบสั่งจอง-สั่งซื้อ นอกระบบตะกร้า
[ ] เงื่อนไขการสมัครสมาชิก
[ ] แจ้งการโอนเงินที่นี่
[ ] กิจกรรมของศูนย์
[ ] วิธีสั่งซื้อ-จอง และวิธีโอนชำระเงิน
:::::ประวัติ:::::
+ คาถาบูชาพระ
+ หลวงปู่จักษ์ ปิยธมฺโม วัดถ้ำเขารังไก่
+ หลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต
+ คาถาบูชาองค์พ่อ
+ พ่อท่านเอื้อม กตฺปัญญโญ
+ ธรรมะปฏิบัติ
+ พระพุทธประวัติ
+ สมเด็จ โต พรหมรังสี
+ วัดพุทไธศวรรย์
+ พังพะกาฬ
+ พระพิฆเนศวร
+ จตุคามรามเทพ
+ ศาลหลักเมือง นครศรีธรรมราช
+ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช
+ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
+ กำเนิดหลักเมืองนคร
+ หลวงปู่ทวด
::: เกี่ยวกับพระเครื่อง :::
> หลวงพ่อโสธร รุ่นทองประทาน
> หลวงพ่อเงิน รุ่นรวยสมปรารถนา
> พระสมเด็จ
> พระพุทธชินวร,หลวงพ่อเงิน,หลวงพ่อเขียน รุ่นรวยเงิน รวยทอง มั่งมี ศรีสุข
> พระพุทธชินราช รุ่นรวยไม่เลิก วัดเทพกุญชร
> หลวงพ่อเงิน รุ่นเงินเศรษฐี วัดท่านั่ง-บางคลาน
> พระพุทธชินราช รุ่นโลกอุดรราชันย์ดำ
> พระอรหันต์ สิวลี
> หลวงพ่อเดิม รุ่นเงินทอง มั่งมีศรีสุข
> หลวงพ่อเงิน รุ่นสร้างวิหารและพิพิธภัณฑ์
> หลวงปู่ศุข รุ่นบันดาลสุข
> หลวงพ่อเงิน รุ่นนี้ รวย เงิน เหลือ
> หลวงพ่อเงิน รุ่นโคตรมีเงินมหาศาล
> หลวงพ่อศรีสวรรค์ รุ่นมหาลาภ มหาจักร มหาเดช
> ที่ระลึกงานไหว้ครูใหญ่วัดพฤษะวัน
> พระพุทธชินราช
> รุ่นสร้างอุโบสถ วัดคลองตางาว
> พระอริยสงฆ์ ๙ มงคลแผ่นดิน
> หลวงพ่อเงิน รุ่น ๘๐ พรรษามหาลาภ
> หลวงพ่อเพชร รุ่นบารมีเพชรเงินทองอัครเศรษฐี
> สมเด็จเหนือหัว
> หลวงพ่อจ้อย นครสวรรค์
> หลวงพ่อเงิน บางคลาน
> พระพุทธชินราช ปี 2485
> เหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รุ่น สู้
> เหรียญทรงผนวช
> พระมเหศวร พระใหม่
> หลวงพ่อหวั่น วัดคลองคูณ
::: องค์เทพทั้งปวง :::
> พิฆเนศ รุ่นรวยสะท้านฟ้า
> พันท้ายนรสิงห์ รุ่นสองจ้าวพ่อมหาเศรษฐี
> สมเด็จนเรศวร รุ่นสองราชันย์ดำมหาเศรษฐี
> พิฆเนศวร รุ่นสำเร็จก้าวหน้ามหาเศรษฐี
> พระแม่ย่าสุโขทัย รุ่นดวงเศรษฐีมั่งมีทรัพย์
> พระพิฆเนศ รุ่นมงคลทรัพย์แสนล้าน
> พระพิฆเนศ รุ่นพลังทิพย์ วัดเทพมณเฑียร
> พระพิฆเนศ ปางประทานพร นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก
> รุ่นเจ้าฟ้าเมืองนคร มวลสารในวัง
> พระพิฆเนศ รุ่นสร้างอุโบสถถวายพ่อ
> พระพิฆเนศ รุ่นถิ่นกำเนิดเสาชิงช้า
> พระอินทร์ประทับเทพเอราวัณ รุ่นขุมทรัพย์เทวราช
::: เครื่องรางของขลัง :::
> พระภิเภก รุ่นรวยให้เข็ด
> หลวงปู่จักษ์ ปิยธมฺโม วัดถ้ำเขารังไก่
> ตะกรุดลูกปืนอาจารย์อ๊อด วัดสายไหม
> ตะกรุดสาลิกาเหินฟ้า วัดพระบาทปางแฟน
> สิงห์หลวงพ่อเพี้ยน
> เจ้ากล้า แห่งบางระจัน (ควายธนู)
> ตะกรุดเมียมาก
> ตะกรุดกันสะท้อน ครูบาชัยมงคล วัดไทยย้อย แพร่
> วัวธนูไม่ทราบที่
> รวมเครื่องรางของขลัง
> ตะกรุดโทนพยัคฆราช
> วัวธนู หลวงพ่อปิ่น วัดศรีษะทอง
> ตะกรุดมหากาสะท้อนกลับ ครูบาน้อย วัดศรีดอนมูล
> เหรียญควอนตั้มสเคล่าร์
::::เบ็ดเตล็ด::::
+ ดูทีวีย้อนหลัง
+ วิธีนั่งสมาธิ
+ TV adintrend
+ อาหารแก้โรคมะเร็ง
+ ตรวจหวย
+ คำขอขมา และอธิฐานจิต
+ แสกนไวรัสแบบ online
+ ชมรมหวย
+ ตรวจหวยไทยรัฐ
+ อธิษฐานจิตดวงเมืองนคร
+ รวมคาถาบูชา
+ รวมรุ่นการสร้างจตุคาม
+ ศูนย์ซ่อมเมนบอร์ด
+ คาถา อาคม
+ Google
+ บ้านดนตรีเครื่องเสียง
+ E-mail Password
+ รุ่นดีไม่จำเป็นต้องดัง
+ 4shmusic
+ Admin
+ ใช้กฎหมายไขปัญหา
+ mp3-world
+ 4shmp3
+ midi-free
+ one-extreme
+ mp3-shared
+ ziddu.com
+ ค้นหาเพลง4shmp3
+ ค้นหาคาถา
+ นสพ.ตำรวจพลเมือง
+ แบบฟอร์ม-งาน ร.ร.
+ upfile.thailandblogger
+ ฝากรูป
+ upload-thai
+ ดาวน์โหลดไทยแลนด์ (DLTH)
+ อัฟรูป
+ olozmp3


free hit counter
free hit counters
 

ศูนย์จตุคามแซบอีหลี 379 หมู่ 7 ถนนสี่เลนนครสวรรค์-พิษณุโลก(สาย 117) สี่แยก ต.โพธิ์ไทรงาม อ.บึงนาราง จ.พิจิตร 66130 
Hot Line:06-1463,6549, 08-8286-1623 
© 2017 All Rights Reserved
Powered by
ThaiWebWizard.com