+ หน้าหลัก+ สมัครสมาชิก+ เว็บบอร์ด+ ตะกร้าสินค้า+ ติดต่อศูนย์+ ศูนย์แซบอีหลี+ เช่าวัตถุมงคล+ รายละเอียดการสร้าง+ พระเครื่อง+ จตุคาม+ เบ็ดเตล็ด
:::จิปาถะ:::
+ครูไทย
+ gps
+ เดลินิวส์
+dedbit
+nod327
+สอบครู
+ติวสอบ
+navthai
+ข่าวสด
+ประมูลรถ
+ชุมนุมคนท้องถิ่น
+ผู้จัดการ
+บิดสุด
+คอร์ดเพลง
+ Line Download
+ google.site
+ navthai
+ จีระติวเตอร์
+tt-torrent
:::ธนาคาร:::
+กรุงเทพ
+ ออมสิน
+กสิกรไทย
+ไทยพาณิชย์
+กรุงไทย
::::เช่าวัตถุมงคล::::
> รุ่นรวยรับทรัพย์
> วัดทุ่งจันดำ"รุ่นอภิมหาเศรษฐี อัญมณีเสริมดวง"
> รุ่นโคตรเศรษฐีราชันดำ
> รุ่นพระบรมธาตุ หลักเมือง 50
> รุ่นมงคลบารมีศรีธรรมราช ปี 2548
> วัดพุทธคีรีไพรสณฑ์"รุ่นมหาเศรษฐี ๑๐๐๐ ล้าน"
> วัดทุ่งเฟื้อ"รุ่นมหาเศรษฐี หมื่นมงคล"
> รุ่นสรงน้ำราชาโชค
> รุ่นสิริมงคล
> วัดเกาะพยาม ระนอง"รุ่นอภิโคตรมหาเศรษฐีอันดามัน"
> รุ่นอยู่เย็นเป็นสุข ปี 2548
> รุ่นเงินไหลกองทองไหลมา
> รุ่นรักแม่
> รุ่นโคตรรวยมหาศาล
> รุ่นสู้แล้วรวย
> รุ่นรวยทั้งโคตร
> รุ่นเจ้าสัว วัดนารีประดิษฐ์
> รุ่นยอดมงคล วัดตาก้อง นครปฐม
> รุ่นโชติช่วงชัชวาลย์
> รุ่นเทพนิมิต รุ่น 1พ.ศ.2549
> รุ่นดวงเศรษฐี วัดถ้ำแฝด
> รุ่นดูดทรัพย์เพชรพันล้าน
> รุ่นศาลหลวงบารมีต้นไทรศักดิ์สิทธิ์
> รุ่นบารมี ร่มไทร
> วัดมหาธาตุ"รุ่นกวักเงินเรียกทอง"
> รุ่นพระธาตุนครศรีฯ
> รุ่นขุมทรัพย์เทพประทาน
> รุ่นโคตรมหาเศรษฐีปี50
>รุ่นราชันย์ดำ วัดใหญ่ชัยมงคล
> รุ่นจอมราชันย์ สุวรรณภูมิ ปีมหามงคล
> รุ่นเหนือฟ้ามหาเศรษฐี กองทัพอากาศ
> รุ่นคลังเศรษฐี ทวีทรัพย์
> รุ่นมหาปาฏิหาริย์มั่งมีทรัพย์
> รุ่นหัวใจเศรษฐีเทิดไท้องค์ราชันย์
> รุ่นบูรณะพระอุโบสถ ปี 49(หลวงพ่อเพี้ยน ลพบุรี รุ่นแรก)
> รุ่นเจ้าพิธีกึ่งศตวรรษ วัดคอหงส์
> รุ่นสองราชันย์ บันดาลทรัพย์
> รุ่นบูรณะเจดีย์ราย 50
> รุ่นทวีโภคทรัพย์
> รุ่นอุดมมงคลเทพประทานทรัพย์
> รุ่นเศรษฐีปาฏิหาริย์ พ่อท่านคล้าย
> รุ่นมหัศจรรย์พระธาตุนครศรีฯ
> รุ่นเดือนสิบ 2549
> รุ่นมหากุศล
> รุ่นปีมหามงคล2550 เงินไหลมา3
> รุ่นโคตรเฮง
> รุ่นเจ้าสัวยุคแปด
> รุ่น "รวยรวยรวย"
> รุ่นอัครมหาเศรษฐี
> วัดเตาปูน รุ่นมหาราชมหาลาภ
> รุ่น 700 ปี ศรีวิชัย
> รุ่นอุดมโภคทรัพย์ 2549
> รุ่นมงคลจักรวาล ปี 2549
> รุ่นนารายณ์แปลงรูป
> รุ่นพรเศรษฐี วัดจันทร์ บางกรวย
> รุ่นคลังเศรษฐี
> รุ่นอุดมโชค มหาเศรษฐี สุวรรณภูมิ
> รุ่นรักพ่อ
> รุ่นอภิมหาเฮง"วัดห้วยระย้า"
> รุ่นเศรษฐีทวีทรัพย์
> รุ่นขุมทรัพย์
> รุ่นกำเนิดมหาราช(แมสซาซูเซตส์)
> รุ่นเงินทองไหลมา เทมา มหามงคล 50
> รุ่นรวยมั่งคั่ง
> รุ่นมีแล้วรวย
> รุ่นจอมจักรพรรดิ์ มหาบารมี
> รุ่นปาฏิหาริย์ 1000 ปี
> รุ่นปาฏิหาริย์ราชันดำ
> รุ่นเจริญโภคทรัพย์(หลักเมือง49)
> รุ่นหลักเมืองมหามงคล 2550
> รุ่นทรัพย์ราชันย์
> รุ่นมั่งมีศรีสุข ๒๕๔๗
> รุ่นสองพระธาตุศรีวิชัย
> รุ่นสร้างอุโบสถ วัดท่ายายหนี
> พระธาตุ หลักเมือง๕๐
> รุ่นโคตรเศรษฐีปีมหามงคล
> รุ่นบันดาลโชคลานสะกา
> รุ่นโคตรเศรษฐีทรัพย์ราชันย์
> รุ่นราชามหาเศรษฐี50
> วัดเทพกุญชร"รุ่นประทานพร"
> รุ่นขุมทรัพย์สี่แผ่นดิน
> รุ่นชนะมาร
> พระธนบดีศรีธรรมราช เทพเจ้าแห่งโชคลาภและค้าขาย รุ่นขุนคลังศรีวิชัย
> รุ่นที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพขุนพันธ
> รุ่นเทพหนุมานศรีวิชัย
> รุ่นพังพการ วัดมะม่วงขาว
> วัดในเตา"รุ่นอริยทรัพย์ไหว้ครู50"
> รุ่นเก้าหน้า มหาโชค มหาเศรษฐี
> รุ่นเสริมทรัพย์ เสริมบารมี
> รุ่นบารมีธรรม หลวงพ่อรวย
> รุ่นมือปราบสิบทิศ
> รุ่น ๑๒ นักษัตร
> รุ่นเมตตามหาโชค วัดเกตุมดีศรีวราราม
> รุ่นเฉลิมพระเกียรติ ปี ๒๕๔๘
> รุ่นหลักเมืองพุทธาคมเขาอ้อ
> รุ่นพระบรมธาตุเจดีย์ศรีวิชัย ปี 49
::: สินค้าฝากเช่าบูชา :::
> รุ่นทรัพย์หมื่นล้าน หลวงพ่อวรา วัดโพธิ์ทอง
> รุ่นผ่าตะวันเหนือดวง วัดพุทไธศวรรย์
> รุ่นอุดมโชคปฐมอรหันต์สุวรรณภูมิ
> รุ่นโคตรเศรษฐี
> รุ่นกตัญญู...ท่านพ่อ วัดห้วยรากไม้
> รุ่นรวยไม่เลิก
> หลวงปู่ทวด"รุ่นปาฏิหาริย์"วัดห้วยมงคล
> รุ่นบูรณะหลักเมืองปัตตานี
> รุ่น 9 รอบ 9 พิธี 108 ปี ท่านขุนพันธ์(หลักเมืองรุ่นพิเศษ)
> รุ่นเงินอภิมหาเศรษฐี หลวพ่อเงิน พิธีวัดท่าหลวง
> รุ่นบูรณะศาลหลักเมืองปี 2547
> รุ่นอุดมโชค8อรหันต์สุวรรณภูมิ(บูรณเจดีย์ราย ปี 45)
> รุ่นมรดกพ่อ 47 วัดพุทไธศวรรย์
> รุ่นพระเสื้อเมืองทรงเมือง
> รุ่นมงคลบารมีครอบฟ้าคลุมดิน ปี 2549
> มงคลจักรวาลพุทธาคมเขาอ้อ ปี 2545

หลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต

หลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต

วัดสำนักขุนเณร ตำบลวังงิ้ว อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร

ข้อมูลจาก เวปพระรัตนตรัย กระดานสนทนาธรรม กระทู้ที่ 01242 โดย คุณ : คนรู้น้อย   06-10-2003

เนื้อความ :

สืบเนื่องจาก กระทู้ที่ ๙๙๕ หัวข้อ ... หลวงพ่อเขียน ซึ่งกระผมได้เคยเรียนท่านทั้งหลายไว้ว่า ไม่สามารถหา ประวัติของหลวงพ่อได้ ถ้าหาพบเมื่อไร จะนำมาเรียนเสนอในภายหลัง บัดนี้หาพบแล้ว จึงขอนำมาเรียนเสนอตามสัญญาที่เคยบอกไว้ ก็ขอเรียนเชิญติดตามได้เลยครับ... (เค้าโครงเรื่อง จากงานเขียนของ คุณ “น้ำน่าน”)

“มีคนเล่าลือถึง หลวงพ่อองค์หนึ่งว่า วาจาท่านศักดิ์สิทธิ์นัก ทั้งมีการประพฤติปฏิบัติ ในทางกรรมฐาน เคร่งครัดโดยเฉพาะเวลาวิกาลแล้ว มักจะนั่งสมาธิอยู่ค่อนคืนเป็นประจำ และ ที่มหัศจรรย์ผิดแผกกว่าพระอาจารย์อื่นๆ ก็คือ ท่านหัวเราะเหมือนเสียงไก่ขัน ! หลวงพ่อรูปนี้ จำพรรษาอยู่ที่วัดสำนักขุนเณร ตำบลวังงิ้ว อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร มีชื่อว่า หลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต

หลวงพ่อเขียน เมื่อเป็นฆราวาสนั้น ท่านมีชื่อว่า เสถียร เกิดเมื่อ วันเสาร์ เดือน ๔ ปีขาล (พ.ศ. ๒๓๙๙) ที่บ้านตลิ่งชัน ตำบลชอนไพร อำเภอเมือง จังหวัด เพชรบูรณ์ บิดาชื่อ ทอง มารดาชื่อ ปลิด มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๕ คน เป็นชาย ๓ หญิง ๒ ตัวท่านเป็นบุตรคนที่ ๓

เมื่อยังครั้งเยาว์วัย หลวงพ่อเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด เมื่ออายุได้ ๑๒ ปี เกิดศรัทธาอยากบวชเป็นสามเณร จึงขออนุญาตจากบิดามารดา ท่านจึงได้เข้าบรรพชา เป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ที่วัดทุ่งเรไร ในขณะที่เป็นสามเณร ได้ศึกษา อักขรสมัยกับท่านสมภาร พออ่านออกเขียนได้ และได้เรียน ภาษาขอม ควบคู่ไปกับภาษาไทย และเนื่องด้วยท่านมีความขยันหมั่นเพียร ในการเขียนอ่าน ท่านสมภารจึง ได้เปลี่ยนชื่อจาก “เสถียร” มาเป็น “เขียน” นับแต่บัดนั้น

สามเณรเขียนอยู่ในสมณเพศ จนอายุใกล้จะอุปสมบท ท่านได้สึกออกมาเป็นฆราวาส อยู่ระยะหนึ่ง จนอายุได้ ๒๐ ปีบริบูรณ์ (พ.ศ. ๒๔๒๐) ท่านได้เข้าอุปสมบท ณ วัดภูเขาดิน ใกล้กับแม่น้ำป่าสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีพระอาจารย์ประดิษฐ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระอาจารย์สอน กับพระอาจารย์ทองมี เป็นพระกรรมวาจาจารย์

เมื่อ หลวงพ่อเขียน อุปสมบทได้ หนึ่งพรรษา บิดามารดา ได้รบเร้าให้ท่านสึก เพื่อจะได้แต่งงานกับ หญิงสาวผู้หนึ่ง ที่บิดามารดาอยากได้มาเป็นสะใภ้ แต่หลวงพ่อท่านปฏิเสธ และเพื่อให้พ้นความยุ่งยาก ท่านจึงได้ออกเดินทาง ไปเยี่ยมญาติที่บ้านวังตะกู อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ในเวลาต่อเวลา ระยะนั้น ทางวัดวังตะกูขาด พระภิกษุที่จะจำพรรษา ในปีนั้น กำนันตำบลวังตะกูจึงนิมนต์ ให้ท่านจำพรรษา ณ ที่นั้น

ต่อมาท่านได้ไปศึกษา ปริยัติธรรม ที่วัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี มี พระอาจารย์ทอง เป็นครูสอน ท่านอยู่วัดเสาธงทองถึง ๙ พรรษา หลวงพ่อก็อำลาพระอาจารย์ทอง เพื่อไปศึกษาต่อ ที่วัดรังษี กรุงเทพฯ มี เจ้าคุณธรรมกิตติ เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้ศึกษาเล่าเรียน ทั้งคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่างเคร่งครัด นานถึง ๑๖ พรรษา แต่เมื่อวัดรังษี จะโอนจากวัดมหานิกาย เข้าเป็นวัดธรรมยุตนิกาย ท่านไม่เต็มใจ จะเปลี่ยนนิกาย จึงได้ออกจากวัดรังษี มาจำพรรษาที่ วัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี อีกครั้งหนึ่ง

ท่านกลับมาจำพรรษาที่วัดเสาธงทอง ได้ ๙ พรรษา กำนันตำบลวังตะกู และชาวบ้าน จึงได้เดินทางไปนิมนต์หลวงพ่อ ให้มาจำพรรษาที่วัด วังตะกู อีกวาระหนึ่ง หลวงพ่อ ก็รับนิมนต์ และได้ออกเดินทางมาจำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกู ตั้งแต่บัดนั้น

หลวงพ่อเขียน มาอยู่วัดวังตะกูได้ไม่กี่ปี ผู้ใหญ่พลาย บ้านห้วยเวียงใต้ ได้นำม้าตัวเมียมาถวายหลวงพ่อตัวหนึ่ง และต่อมานายทอง บ้านเขาอีแร้ง ก็ได้นำม้าตัวผู้สีเขียว ค่อนข้างดุ ชื่อ อ้ายเขียวยักษ์ มาถวายหลวงพ่ออีก วันหนึ่ง หลวงพ่อเขียน จูงอ้ายเขียวยักษ์ ไปกินน้ำที่สระข้างวัด อ้ายเขียวยักษ์ เห็นสระน้ำอยู่เบื้องหน้าก็ออกวิ่งไปด้วยความคึกคะนอง แล้วนึกอย่างไรไม่ทราบ มันกลับวิ่งหวนเข้ามาหาหลวงพ่อ ตรงเข้าโขก และกัดท่านที่หน้าผาก ไหล่ขวา และหน้าอก จนหลวงพ่อล้มกลิ้งไป แต่จะหารอยแผลสักน้อยก็ไม่มี มีแต่รอยเขียวช้ำเท่านั้น ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ พากันคว้าไม้จะเข้าไปไล่ตี เจ้าเขียวยักษ์ แต่หลวงพ่อรีบลุกขึ้น และร้องห้ามไม่ให้ตีมัน ท่านบอกว่า “อ้ายเขียว มันลองหลวงพ่อน่อ”

วันรุ่งขึ้น หลวงพ่อได้นำหญ้าอ่อนไปกำมือหนึ่ง แล้วเป่าคาถา อึดใจเดียวก็ยื่นให้ เจ้าเขียวยักษ์กิน แล้วท่านยังยกข้าวเปลือกที่แช่ในถังน้ำ มาให้มันเป็นของแถมเสียอีก หลังจากเจ้าเขียวยักษ์ กินหญ้าอ่อน และข้าวเปลือกแล้ว มันก็ยืนนิ่งเฉย ปล่อยให้หลวงพ่อ ลงอักขระ ที่กีบเท้าทั้งสี่ข้าง

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าเขียวยักษ์เกิดหลุดเชือก ไปกินข้าวในนา ของมรรคทายกนวม มรรคทายกเกิดโมโห คว้าปืนลูกซองยาว ยิงเจ้าเขียวยักษ์ด้วยลูกเก้า (ลูกแบบแตกปลาย) ลูกปืนถูกเจ้าเขียวยักษ์อย่างจัง แต่ไม่ระคายผิวเจ้าเขียวยักษ์เลย นางมา เมียมรรคทายกนวม เห็นดังนั้น ก็เกิดความโมโหหนักขึ้น ถึงกับไปยืนด่าว่า หลวงพ่อด้วยถ้อยคำหยาบคาย ต่างๆ นานา หาว่าหลวงพ่อเลี้ยงม้าไม่ดี ปล่อยให้ไปรบกวนชาวบ้าน ให้เดือดร้อนเสียข้าวเสียของ

หลวงพ่อท่านนิ่งฟังพักใหญ่ ก็บอกว่า “เอ็งทำเป็นด่าข้าดีไปเถอะ ระวังปากเอ็งจะเน่า” ต่อมาอีกไม่กี่วัน นางมาได้เกิดป่วยเป็นโรคปากเปื่อย ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ จมขี้จมเยี่ยว เป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้ที่พบเห็น แต่เมื่อมีคนไปบอกหลวงพ่อ ท่านก็เมตตาสงสาร ได้ใช้ให้คนไปบอกนางมา ให้หาดอกไม้ธูปเทียน มาขอขมาท่านเสีย นางมาทราบแล้ว ก็รีบปฏิบัติตามทันที มิช้าก็หายป่วย

ม้าของหลวงพ่อเขียน ที่เดิมมีเพียงตัวเมีย กับตัวผู้ คือเจ้าเขียวยักษ์นั้น ต่อมาก็ได้ผสมพันธุ์กัน จนถึงปี ๒๔๗๗ ม้าก็เพิ่มจำนวนถึง ๗๐ ตัว ในจำนวนนี้ มันได้แบ่งพวกออกเป็น ๓ ฝูงๆ ละเกือบ เท่าๆ กัน ในฤดูแล้งม้า จะถูกปล่อยให้ไปหากินตามชายป่า หัวหน้าฝูงจะเป็นผู้นำ แต่ละฝูงจะอยู่ห่างกันไม่เกิน ๑ เส้น (๔๐ เมตร) พอตกเวลาเย็น มันก็จะทยอยกันกลับวัด เข้าคอกเองโดยไม่ต้องมีคนไปไล่ต้อน ถ้าเป็นฤดูฝน หรือฤดูหนาว หลวงพ่อจะเอาข้าวเปลือกแช่น้ำ มากองหลายๆ กองให้ม้ากิน บางทีท่านก็เอาน้ำตาลปี๊บ ไปป้อนลูกม้า ท่านทำเช่นนี้เกือบจะเป็นประจำ ด้วยความเมตตา

ขณะที่หลวงพ่อเขียน จำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกู ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ นั้น หลวงพ่อพร้อมด้วยพุทธบริษัท ได้ชวนกันสละทุนทรัพย์ ตามกำลัง และศรัทธา และได้ช่วยกันหาปัจจัย สร้างโบสถ์ กำแพงแก้ว ซุ้มประตู และเจดีย์ ตัวพระอุโบสถนั้นเพียงแต่ก่ออิฐ แต่ยังมิได้ฉาบปูน

แต่ในระหว่างการก่อสร้าง มรรคทายกผู้หนึ่งเป็นผู้รักษาเงิน และบัญชี ได้ยักยอกเอาเงินก่อสร้างอุโบสถไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว โดยนำเงินไปซื้อไร่นา และปลูกบ้านเรือนใหญ่โต ทั้งได้ทำลายหลักฐานบัญชีเดิม แล้วทำบัญชีใหม่ปลอมแปลงแทน ครั้นถึงวันจ่ายค่าแรงงานก่อสร้างแก่นายช่าง หลวงพ่อก็เรียกปัจจัยจากมรรคทายกผู้นั้น แต่กลับได้รับคำปฏิเสธอย่างหน้าตาเฉย ว่าเงินที่ตนเก็บไว้ได้ถูกเบิกจ่ายไปหมดแล้ว

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น การก่อสร้างอุโบสถจึงได้หยุดชะงักลงทันที ชาวบ้านที่รู้เรื่องก็พากันมาถามหลวงพ่อ ท่านบอกแก่พวกเขาเหล่านั้นว่า “ใครโกงปัจจัยสร้างโบสถ์ ไม่ว่ารายไหนก็รายนั้น เป็นต้องคลานขี้คลานเยี่ยว มันจะต้อฉิบหายวายวอด ถือกะลาขอทานเขากิน ไม่จำเริญสักคนน่อ”

อยู่ต่อมาไม่นาน ความวิบัติก็บังเกิดขึ้นแก่มรรคทายกผู้นั้น กับภรรยา ตลอดจนลูกสาว ลูกชาย ด้วยเกิดการเจ็บป่วยได้ไข้ ขึ้นมาพร้อมกันในวาระเดียว เริ่มด้วยเกิดคันลูกนัยน์ตา รักษาอย่างไรก็ไม่หาย จนในที่สุด ตาบอดหมดทุกคน แม้หลานของมรรคทายกผู้นั้น ก็เกิดมาเสียลูกนัยน์ตาไปคนละข้าง ต้องทนทุกข์ทรมาน คลานขี้คลานเยี่ยว ดังหลวงพ่อท่านว่าไว้ไม่มีผิด เงินทองที่มีอยู่ ก็ถูกนำมาใช้จ่ายในการรักษาจนหมดตัว ถึงกับขายไร่นา เพื่อนำเงินมาบำบัดรักษา และพลอยหมดสิ้นลงอีก ถึงกับต้องจูงกันไปเที่ยวขอทานเขากิน ในที่สุด ก็ล้มหายตายจากกันไป ที่มีชีวิตอยู่ ก็ร่อนเร่ระเหระหน ไปคนละทิศละทาง จนสิ้นวงศ์วานหว่านเครือ ไม่มีเชื้อสายเหลือในตำบลวังตะกู แม้แต่คนเดียว !

สมัยหนึ่ง มหาบุญเหลือ เจ้าอาวาส วัดชัยมงคล กับ มหาชั้น เจ้าอาวาส วัดท่าฬ่อ เดินทางไปเทศน์ที่บ้านห้วยพุก เมื่อเทศน์จบ ก็ได้เวลาประมาณ ๔ โมงเย็นเศษๆ เข้าไปแล้ว จึงรีบออกเดินทางจากบ้านห้วยพุก ฝ่าป่าฝ่าดงเรื่อยมา เพราะสมัยนั้นการสัญจรไปมา ต้องอาศัยการเดินเท้าเป็นพื้น ท่านเจ้าอาวาสทั้งสอง ไม่คุ้นกับเส้นทาง จึงเดินวกวนอยู่ในดงช้านาน บ้านช่องผู้คนก็ไม่ค่อยจะมี นานๆ จึงจะพบสักหลังหนึ่ง เมื่อชาวบ้านป่าช่วยชี้หนทางให้ ก็เดินกันจนเท้าระบมแทบจะไปไม่ไหว

จนถึงเวลากลางคืน ก็ไปถึงตำบลวังตะกู ท่านมหาบุญเหลือ จึงบอกท่านมหาชั้นว่า คงจะต้องนอนพักค้างคืนกับหลวงพ่อเขียนก่อน เพราะจะเดินทางต่อไปจนถึงบางมูลนากไม่ไหว ท่านมหาบุญเหลือรู้จักกับ หลวงพ่อเขียนดี เมื่อไปถึงวัด ได้พากันตรงไปกุฏิหลวงพ่อ ก็เห็นประตูหน้าต่างปิดหมด แลเห็นแสงไฟทางช่องลมสลัวๆ ท่านมหาทั้งสองจึงกระซิบกระซาบกันว่า “อย่าไปเรียกท่านเลย จะเป็นการรบกวนท่านเปล่าๆ เรานอนข้างนอกหน้ากุฏิท่านนี่แหละ” ท่านมหาชั้นจึงเอนกายลงนอน ด้วยความอ่อนเพลีย แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง หลวงพ่อเขียน ร้องทักมาจากในห้องว่า “โธ่เอ๋ย มหา ! เดินหลงทางกันมาซิน่อ แย่เลยหนอ พักนอนกันเสียที่นี่ ไม่ต้องเกรงใจน่อ” พลางท่านก็เปิดประตูออกมาต้อนรับ

เมื่อครั้งหลวงพ่ออยู่วัดวังตะกูนั้น ได้มีผู้นำสัตว์ป่าทั้งหลาย มาถวายอยู่เนืองๆ อาทิเช่น ลิง ชะนี เก้ง กวาง วัวแดง จระเข้ เป็นต้น โดยเฉพาะลูกกวางนั้น หลวงพ่อได้เอาเศษจีวรผูกคอไว้ เพื่อให้คนทั้งหลายได้รู้ ว่าเป็นกวางของวัด เจ้ากวางตัวนี้เติบโตขึ้นมา และเชื่องมาก มันมักจะติดตามหลวงพ่อไปไหนๆ อยู่เสมอ บางคราวมันก็จะหนีท่านไปกินข้าว หรือเหยียบย่ำข้าวในนา ของชาวบ้านเสียหายบ่อยๆ หลวงพ่อจึงนำไปให้ ท่านอาจารย์เทิน วัดสำนักขุนเณร เลี้ยงดูแทนท่าน ท่านได้บอกกับมันว่า “เอ็งไปอยู่กับ อาจารย์เทิน วัดสำนักขุนเณรน่อ แล้วไม่ต้องกลับมาหาข้าอีกน่อ” เมื่อหลวงพ่อให้ลูกศิษย์นำกวางไปให้ท่านอาจารย์เทินแล้ว ปรากฏว่าเจ้ากวางไม่เคยกลับมาที่วัดวังตะกูอีกเลย ทั้งๆ ที่วัดทั้งสองไม่ได้อยู่ห่างไกลกันเท่าใดนัก

เมื่อกวางไปอยู่กับท่านอาจารย์เทินแล้ว ไม่ว่าท่านจะรับนิมนต์ไปที่บ้านใคร มันจะออกไปตามหาท่านถูกทุกครั้ง แม้ว่าบางครั้ง ท่านจะออกไปจากวัด ขณะที่มันไม่ได้อยู่ในวัด แต่เมื่อมันกลับมา ก็จะออกตามหาท่านอาจารย์ได้ถูกต้องทุกครั้ง

อยู่มาวันหนึ่ง กวางออกไปหากินไกลวัด ในหมู่บ้านที่มันเคยไป ชาวบ้านไม่รู้ว่าเป็นกวางวัด นึกว่าเป็นกวางป่า จึงเอาปืนมาไล่ยิง แต่ไม่ถูกสักนัดเดียว เผอิญพวกนั้นเหลือบไปเห็นเศษจีวร ที่หลวงพ่อเขียนผูกคอมันไว้ จึงรู้ว่าเป็นกวางวัด ก็ร้องบอกห้ามปรามกัน แต่กวางตกใจเสียงปืน มันก็วิ่งเตลิดผ่านหน้าบ้านของชายคนหนึ่ง ชายคนนั้นไม่รู้เรื่องราว ก็คว้าปืนลูกซองยิงสกัดออกไป ลูกปืนไปถูกลูกนัยน์ตาขวาของกวาง ถึงแก่ตาบอด แต่ต่อมาไม่ช้านาน เขาผู้นั้นไปตัดฟืนในป่า ถูกกิ่งไว้วัดเข้าที่ตาข้างขวา ถึงกับตาแตก และบอดในเวลาต่อมา เป็นที่น่าอัศจรรย์... (ที่กรรมตามทันอย่างรวดเร็ว)

หลวงพ่อได้อยู่วัดวังตะกู เป็นเวลานาน จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้มีอาจารย์รูปหนึ่ง เดินทางมาจากจังหวัดนครราชสีมา ได้มาขอพักอยู่ที่วัดวังตะกู ครั้นอยู่นานเข้าก็มีประชาชนนับถือมาก เลยถือโอกาสตั้งตัวเป็นเจ้าอาวาส โดยมีทายกบางคนให้การสนับสนุน จึงได้รื้อกุฏิปลูกใหม่ ให้เรียงเป็นแถว เป็นระเบียบ ดูจะเป็นการขับไล่หลวงพ่อเขียนทางอ้อม โดยเว้นกุฏิของหลวงพ่อ ทิ้งไว้ให้โดดเดี่ยวอยู่องค์เดียว นอกจากนั้นยังได้สร้างเชิงตะกอนเผาศพ ไว้ด้านทิศตะวันออก ใกล้ๆ กับกุฏิของหลวงพ่อ เวลาเผาศพ กระแสลมก็จะพัดควัน และกลิ่นเข้าหากุฏิหลวงพ่อ จนตลบอบอวลไปหมด ทำให้ท่านได้รับความเดือดร้อนมาก เพราะการเผาศพในสมัยนั้น กว่าจะไหม้หมดก็กินเวลาหลายชั่วโมง ถึงแม้หลวงพ่อจะได้รับความทุกข์ทรมานเพียงใด ท่านก็ทนอยู่ได้โดยใช้ขันติธรรมไม่ยอมไปไหน อีกทั้งในขณะนั้น ทายกเก่าๆ ก็ตายเกือบหมดแล้ว ท่านจึงขาดที่พึ่ง

ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๙๑ กำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ บ้านสำนักขุนเณร ขณะนั้นยังเป็น กำนันตำบลวังงิ้ว เป็นผู้มองเห็นการณ์ไกล ทั้งมีความเคารพนับถือหลวงพ่อมาก จึงพร้อมกับ คณะทายก อุบาสก อุบาสิกา ได้พากันมานิมนต์หลวงพ่อ ขอให้ไปจำพรรษาที่วัดสำนักขุนเณร ซึ่งอยู่ห่างไกลจากวัดวังตะกู ประมาณ ๕ กิโลเมตร คณะที่ไปนิมนต์หลวงพ่อได้รับปากกับท่านว่า จะช่วยสร้างกุฏิให้พอเพียงกับพระภิกษุสงฆ์ ที่ติดตามท่านไปด้วย ทั้งจะสร้างคอกม้าให้กว้างขวาง พอที่จะบรรจุม้าทั้ง ๗๐ ตัวของหลวงพ่อ ได้อย่างสบาย หลวงพ่อได้มองเห็นเจตนาดี และเสียอ้อนวอนมิได้ ก็รับนิมนต์ไปอยู่วัดสำนักขุนเณร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ระหว่างวัดสำนักขุนเณร กับวัดวังตะกู มิได้ขาด

ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงพ่อจึงตัดสินใจที่จะไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสำนักขุนเณร แต่ก่อนท่านจะจากไป หลวงพ่อได้ไปยืนทำสมาธิ ที่ต้นไม้ทุกต้น ภายในบริเวณวัดวังตะกู เสมือนหนึ่งท่านจะอำลาเทพยดา ที่ต้นไม้เหล่านั้น เพราะท่านอยู่ที่นี้มาถึง ๓๐ พรรษา เมื่อหลวงพ่อไปอยู่วัดสำนักขุนเณรแล้ว คณะทายกทายิกา วัดวังตะกู มีความอาลัย ก็พากันมานิมนต์หลวงพ่อให้กลับไปจำพรรษา ที่วัดวังตะกูตามเดิม ด้วยความเมตตา ท่านก็กลับไปอยู่วัดวังตะกูอีก ๑ สัปดาห์ แล้วท่านก็ขอตัวกลับมาอยู่ วัดสำนักขุนเณร แต่นั้นมา

สมัยหนึ่ง ท่านอาจารย์ประทุม สุนทรเกล้า เจ้าอาวาสวัดวังตะกูสมัยหนึ่ง ได้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อเขียน ที่สำนักวัดขุนเณร ได้ขออนุญาตท่านหล่อรูป และสร้างเหรียญหลวงพ่อ โดยจะจัดพิธีพุทธาภิเษก ให้ประชาชนบูชา เพื่อหารายได้บูรณปฏิสังขรณ์ วัดวังตะกู หลวงพ่อก็อนุญาต

ในพิธีพุทธาภิเษกครั้งนั้น ทางคณะกรรมการได้นิมนต์ พระอาจารย์สำคัญๆ หลายรูปมาร่วมพิธีปลุกเสก เป็นอันมาก ในขณะประกอบพิธีอยู่นั้น ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าแจ่มใส ปราศจากเมฆหมอก ก็ปรากฏว่า... สายฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พระอาจารย์ต่างๆ ที่กำลังทำพิธีต้องหนีขึ้นกุฏิหมด เหลือแต่หลวงพ่อองค์เดียว

กรรมการก็รีบเข้าไปนิมนต์ท่าน ขึ้นกุฏิหลบฝน แต่ท่านกลับบอกว่า ถ้าท่านลุกจากที่นี้อีกองค์หนึ่ง พิธีก็เสียหมด ทั้งยังกล่าวต่อไปว่า “ฝนมันตกไม่นานหรอกน่อ เพียง ๕ นาทีเท่านั้นก็หาย เทวดาเขาให้ฤกษ์ดีน่อ” บรรดากรรมการทั้งหลาย ได้ฟังหลวงพ่อบอกเช่นนั้น ก็คอยจับเวลาดู ครั้นได้เวลาครบ ๕ นาที ฝนก็หยุดตก ขาดเม็ดทันที !

ท่านอาจารย์ประทุมคิดว่า สายฝนกระหน่ำอย่างนี้ หลวงพ่อคงจะเปียกฝน โชกไปทั้งตัว จึงนำเอาผ้าไตรไปถวายหลวงพ่อ เพื่อให้ครองใหม่แทนผืนเก่า แต่หลวงพ่อบอกว่า “ไม่ เปลี่ยนน่อ” ปรากฏว่า ผ้าไตรที่หลวงพ่อครองอยู่นั้น ไม่เปียกฝนแม้แต่น้อย และบริเวณที่ท่านนั่งอยู่ ไม่มีแม้แต่ละอองฝน ประดุจมีคนมากางกลดเฉพาะตัวท่านฉะนั้น ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ฝนตกแต่ในบริเวณวัดเท่านั้น นอกเขตวัดออกไป ไม่มีฝนตกเลย แม้แต่เม็ดเดียว

เนื่องจากสัตว์ป่า ที่ชาวบ้านเขานำมาถวายหลวงพ่อ มีจำนวนมากขึ้นทุกที และสัตว์เหล่านั้นมักจะไปเหยียบย่ำพืชผลของชาวบ้าน ได้มีบุคคลบางคนเขียนบัตรสนเท่ห์ ร้องเรียนไปยังนายอำเภอบางมูลนาก ทางอำเภอจึงส่งเรื่องให้เจ้าคณะจังหวัดพิจิตรพิจารณา

ทางเจ้าคณะจังหวัด ได้รับหนังสือจากนายอำเภอแล้ว จึงได้ตั้งคณะกรรมการไปสอบสวนหลวงพ่อเขียน ประกอบด้วยผู้ช่วยเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และมีปลัดอำเภอบางมูลนากร่วมด้วย ทางคณะสงฆ์ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการ ไปสอบสวนให้ได้ตัวเจ้าทุกข์ ว่าเป็นความจริงตามคำร้องเรียนหรือไม่ และให้สอบถามชาวบ้าน หากจะปลดหลวงพ่อเขียน จากตำแหน่งเจ้าอาวาส แล้วให้พระที่อาวุโสรองลงมาเป็นเจ้าอาวาสแทน จะขัดข้องหรือไม่

เมื่อคณะกรรมการเดินทางไปถึงวัด ได้เรียกประชุมชาวบ้าน ในเบื้องต้น ปลัดอำเภอฯได้สอบถามหลวงพ่อเขียนว่า “หลวงพ่อเลี้ยงสัตว์ และผสมพันธุ์ จนมีเป็นจำนวนมาก ใช่หรือไม่ ? ”

หลวงพ่อตอบว่า “อาตมาไม่ได้เลี้ยง ชาวบ้านเขาพากันนำมาถวาย ขัดศรัทธาไม่ได้ก็รับไว้น่อ ทั้งอาตมาก็ไม่ได้ผสมมัน พวกมันผสมกันเองน่อ”

จากนั้น คณะกรรมการได้สอบถามหาตัวเจ้าทุกข์ผู้ร้องเรียน แต่ไม่มีผู้ใดแสดงตัวออกมา ครั้นคณะกรรมการสอบถามชาวบ้าน ถึงเรื่องจะเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาส ว่าเห็นสมควรให้พระอาวุโสองค์ใด เป็นเจ้าอาวาสแทนหลวงพ่อเขียน ก็ไม่มีผู้ใดเสนอ เมื่อสอบถามต่อไปว่า ผู้ใดเห็นควรให้หลวงพ่อเขียนเป็นเจ้าอาวาสต่อไป ปรากฏว่าชาวบ้านสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ ในที่สุดคณะกรรมการก็เอาผิดหลวงพ่อเขียนไม่ได้ และจำต้องให้ท่านเป็นเจ้าอาวาสต่อไป

หลวงพ่อเขียน พร้อมด้วยกำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ พร้อมด้วยอุบาสก อุบาสิกา และประชาชน ได้ช่วยกันก่อสร้าง ถาวรวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนา ณ วัดสำนักขุนเณร หลายอย่าง ดังนี้

๑. กุฏิหอสวดมนต์

๒. หอประชุมสงฆ์

๓. สร้างสะพานข้ามคลอง เชื่อมวัดกับหมู่บ้าน

๔. สร้างพระประธาน ๑ องค์

๕. สร้างศาลาหลังใหญ่ กว้าง ๑๒ วา ยาว ๑๕ วา

๖. สร้างพระอุโบสถ ๑ หลัง

เนื่องจาก กำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ ได้ยกที่ดินให้ เพื่อทำการก่อสร้างอาคารเรียน หลวงพ่อเขียน ท่านได้มองเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงได้มอบปัจจัยจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาทแก่ทางราชการ เพื่อสมทบในการก่อสร้างอาคารเรียนแห่งนี้ เมื่อโรงเรียนสร้างเสร็จ ทางราชการจึงได้ตั้งชื่อว่า โรงเรียนวัดสำนักขุนเณร (หลวงพ่อเขียนอุทิศ) เพื่อเป็นอนุสรณ์ แห่งคุณความดีของหลวงพ่อ

โรงเรียนแห่งนี้ เปิดทำการสอน ตั้งแต่ชั้น ประถมปีที่ ๑ ถึง ประถมปีที่ ๗ (ปัจจุบันเหลือแค่ ประถมปีที่๖) นับว่าหลวงพ่อได้ช่วยสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนของชาติ ให้เจริญก้าวหน้า ด้วยเมตตาธรรมของท่านเป็นอย่างยิ่ง

การเจริญกรรมฐานของหลวงพ่อนั้น ท่านมักจะปฏิบัติในเวลาดึกสงัด ปราศจากสรรพสำเนียงรบกวน ชาวบ้านจำนวนมาก ไม่มีผู้ใดทราบ ว่าหลวงพ่อใช้เวลาเจริญกรรมฐานตอนไหน เพราะในยามค่ำคืน จะมีแสงไฟสลัวๆ ในกุฏิของหลวงพ่อเสมอๆ และมักจะดับเอาตอนรุ่งสางแล้ว

ตามปกติในเวลากลางวัน ท่านก็ต้องออกมานั่งปัดเป่าความทุกข์ให้แก่ชาวบ้าน ที่พากันหลั่งไหลมานมัสการไม่ขาดสาย ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเป็นประจำ แม้กระทั่ง เมื่อสังขารของท่าน ทรุดโทรมมากแล้วก็มิได้เว้น

หลวงพ่อเขียน มีโรคประจำตัวท่านอยู่โรคหนึ่ง นั่นก็คือ โรคหืด ซึ่งเป็นโรคที่ทรมานท่านเป็นอย่างมาก เมื่อเวลาโรคกำเริบ แต่หลวงพ่อจะไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา เพราะท่านระงับด้วยขันติธรรม

ต่อมา เมื่อท่านชราภาพมากขึ้นทุกขณะ ท่านฉันภัตตาหารไม่ค่อยจะได้ ทำให้เรี่ยวแรงหมดไปทุกที คณะกรรมการวัด และศิษยานุศิษย์ จึงได้นำหลวงพ่อไปรักษา ที่สถานพยาบาลในตลาดบางมูลนาก แต่เนื่องจากความชรา และโรคกำเริบ สุดความสามารถของแพทย์จะรักษาท่านได้ ท่านก็ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ ในคืนวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ เวลา ๒๓.๕๐ น. สิริรวมอายุได้ ๑๐๘ ปี

หลวงพ่อเขียนท่านศักดิ์สิทธิ์ แม้เมื่อท่าน มรณภาพไปแล้ว ดังเช่นเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เวลาประมาณ ๐๓.๐๐ น. ได้มีคนร้าย ไม่ทราบจำนวนนำรถยนต์มาขน พระโมคคัลลาน์ และพระสารีบุตร ที่หลวงพ่อเขียนได้หล่อไว้ ซึ่งประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดวังตะกู ประมาณ ๔๐ กว่าปีมาแล้ว ต่อมา พระอุโบสถพัง ทางวัดจึงย้ายไปประดิษฐานไว้ ในพระวิหารวัดวังตะกู พร้อมด้วยพระประธาน และรูปหล่อของหลวงพ่อ คนร้ายจำนวนดังกล่าว ได้ลอบไขกุญแจเข้าไปหามเอาพระโมคคัลลาน์ และพระสารีบุตร ออกมาได้แล้ว แต่ยังไม่พ้นเขตวัด คนร้ายอีกจำนวนหนึ่ง เตรียมติดเครื่องยนต์คอยอยู่นอกวัด แต่กลุ่มที่อยู่ในวัด หาทางออกนอกวัดไม่ได้ รถที่อยู่นอกวัดก็เกิดขัดข้อง แก้ไขเท่าใดก็ไม่สามารถติดเครื่องยนต์ได้ คนร้ายที่ช่วยกันหามพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร จึงจำเป็นต้องนำพระทั้งสององค์ไปซุ่มไว้ ข้างที่บรรจุอัฐิ นายมานพ จันทร์พวง เหล่าคนร้ายทั้งหมด ได้กลับมาที่รถ และ ช่วยกันแก้ไขรถ อยู่นานหลายชั่วโมง จนฟ้าเริ่มสาง เป็นเวลาที่ชาวบ้านจำนวนมาก มาตักน้ำในสระของวัด พอชาวบ้านมากันมากเข้า รถก็ติดพอดี คนร้ายไม่กล้าวกกลับไปขนเอาพระที่ซ่อนไว้ จึงจำต้องขับรถหนีไป

เมื่อคนร้ายไปแล้ว ชาวบ้านเห็นประตูวิหารเปิดอยู่ และไม่เห็นพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร จึงนำความไปแจ้งแก่เจ้าอาวาส และช่วยกันหาอยู่นานก็ไม่พบ ในที่สุดเจ้าอาวาสวัดวังตะกู ได้จุดธูปเทียนบอกกล่าวแก่หลวงพ่อเขียน จึงได้พบพระ ถูกซ่อนไว้ในที่บรรจุอัฐิ...

อำนาจจิตอันมหัศจรรย์ของหลวงพ่อเขียน ยังมีอีกมากมาย และเป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อกันไป ควบคู่กับคุณงามความดีของท่าน ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะ ของชาวบ้านบางมูลนาก จนตราบเท่าทุกวันนี้ ”...




สมาชิกลงชื่อเข้าใช้
ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิกใหม่
เชื่อและศรัทธาต่อองค์เทพ
มีความเชื่อว่ามีจริงและศรัทธาต่อองค์ท่านมาก
นับถือตามเพื่อนฝูง แต่ไม่แน่ใจว่ามีองค์เทพจริง
น่าจะมีแต่ในนิยายหรือละครของอินเดีย
เหลวไหลเรื่องไร้สาระ
::::ตลาดซื้อขาย::::
+ขายกล้อง
+ chokenimit
+ เฮียหอย
+ lot3time
+ชุมนุมเลขดอทคอม
+ ศรีชนะแอร์
+ ซีทีแอร์9
+ ขายแอร์ออนไลน์
+เครื่องดนตรีมือสอง
+ชมรมคนรักการถ่าย
+ taradnud24
+fotorelax
+tiggersound
+advice
+pantipmarket
+overclockzone
+phonehip
+ขายดี
+pramool
+thaimobilemarket
+taladrod
+pdamobiz
+thaisecondhand
+ ตากล้อง
+ jatsada
+ ซื้อขายทีวี
+ choke77
+board.trekkingthai
::::หน่วยงานการศึกษา::::
+e-office สพท.พจ 2
+ ร.ร.วัดป่าพระเจ้า
+ โรงเรียนวัดโพทะเลface
+ โรงเรียนวัดโพทะเล
+ ตัวอย่างงานวิจัย
+ สพม.41
+ สืบค้น ม.สารคาม
+ สืบค้น ม.เชียงใหม่
+ UTQ Online
+ร.ร.วัดป่าพระเจ้า
+สพฐ.
+ 400 โครงการ
+ร.ร.วัดหนองคล้า
+ครูบ้านนอก
+สำนักพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพค.)
+ สนง.ศึกษาธิการภาค ๒
+O-NET
+สพท.พิจิตร เขต 2
+การนำเข้าข้อมูลกำลังพล
+e-loade สพท.พจ 2
+dataonweb
+รับนักเรียน
::::ศูนย์แซบอีหลี::::
[ ] แจ้งค่าจัดส่งสินค้า
[ ] รายละเอียดการจองจตุคาม
[ ] ตรวจสอบรายการสั่งซื้อ
[ ] เกร็ดความรู้มาฝาก
[] รวมวัตถุมงคล
[ ] แบบสั่งจอง-สั่งซื้อ นอกระบบตะกร้า
[ ] เงื่อนไขการสมัครสมาชิก
[ ] แจ้งการโอนเงินที่นี่
[ ] กิจกรรมของศูนย์
[ ] วิธีสั่งซื้อ-จอง และวิธีโอนชำระเงิน
:::::ประวัติ:::::
+ คาถาบูชาพระ
+ หลวงปู่จักษ์ ปิยธมฺโม วัดถ้ำเขารังไก่
+ หลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต
+ คาถาบูชาองค์พ่อ
+ พ่อท่านเอื้อม กตฺปัญญโญ
+ ธรรมะปฏิบัติ
+ พระพุทธประวัติ
+ สมเด็จ โต พรหมรังสี
+ วัดพุทไธศวรรย์
+ พังพะกาฬ
+ พระพิฆเนศวร
+ จตุคามรามเทพ
+ ศาลหลักเมือง นครศรีธรรมราช
+ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช
+ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
+ กำเนิดหลักเมืองนคร
+ หลวงปู่ทวด
::: เกี่ยวกับพระเครื่อง :::
> หลวงพ่อโสธร รุ่นทองประทาน
> หลวงพ่อเงิน รุ่นรวยสมปรารถนา
> พระสมเด็จ
> พระพุทธชินวร,หลวงพ่อเงิน,หลวงพ่อเขียน รุ่นรวยเงิน รวยทอง มั่งมี ศรีสุข
> พระพุทธชินราช รุ่นรวยไม่เลิก วัดเทพกุญชร
> หลวงพ่อเงิน รุ่นเงินเศรษฐี วัดท่านั่ง-บางคลาน
> พระพุทธชินราช รุ่นโลกอุดรราชันย์ดำ
> พระอรหันต์ สิวลี
> หลวงพ่อเดิม รุ่นเงินทอง มั่งมีศรีสุข
> หลวงพ่อเงิน รุ่นสร้างวิหารและพิพิธภัณฑ์
> หลวงปู่ศุข รุ่นบันดาลสุข
> หลวงพ่อเงิน รุ่นนี้ รวย เงิน เหลือ
> หลวงพ่อเงิน รุ่นโคตรมีเงินมหาศาล
> หลวงพ่อศรีสวรรค์ รุ่นมหาลาภ มหาจักร มหาเดช
> ที่ระลึกงานไหว้ครูใหญ่วัดพฤษะวัน
> พระพุทธชินราช
> รุ่นสร้างอุโบสถ วัดคลองตางาว
> พระอริยสงฆ์ ๙ มงคลแผ่นดิน
> หลวงพ่อเงิน รุ่น ๘๐ พรรษามหาลาภ
> หลวงพ่อเพชร รุ่นบารมีเพชรเงินทองอัครเศรษฐี
> สมเด็จเหนือหัว
> หลวงพ่อจ้อย นครสวรรค์
> หลวงพ่อเงิน บางคลาน
> พระพุทธชินราช ปี 2485
> เหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รุ่น สู้
> เหรียญทรงผนวช
> พระมเหศวร พระใหม่
> หลวงพ่อหวั่น วัดคลองคูณ
::: องค์เทพทั้งปวง :::
> พิฆเนศ รุ่นรวยสะท้านฟ้า
> พันท้ายนรสิงห์ รุ่นสองจ้าวพ่อมหาเศรษฐี
> สมเด็จนเรศวร รุ่นสองราชันย์ดำมหาเศรษฐี
> พิฆเนศวร รุ่นสำเร็จก้าวหน้ามหาเศรษฐี
> พระแม่ย่าสุโขทัย รุ่นดวงเศรษฐีมั่งมีทรัพย์
> พระพิฆเนศ รุ่นมงคลทรัพย์แสนล้าน
> พระพิฆเนศ รุ่นพลังทิพย์ วัดเทพมณเฑียร
> พระพิฆเนศ ปางประทานพร นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก
> รุ่นเจ้าฟ้าเมืองนคร มวลสารในวัง
> พระพิฆเนศ รุ่นสร้างอุโบสถถวายพ่อ
> พระพิฆเนศ รุ่นถิ่นกำเนิดเสาชิงช้า
> พระอินทร์ประทับเทพเอราวัณ รุ่นขุมทรัพย์เทวราช
::: เครื่องรางของขลัง :::
> พระภิเภก รุ่นรวยให้เข็ด
> หลวงปู่จักษ์ ปิยธมฺโม วัดถ้ำเขารังไก่
> ตะกรุดลูกปืนอาจารย์อ๊อด วัดสายไหม
> ตะกรุดสาลิกาเหินฟ้า วัดพระบาทปางแฟน
> สิงห์หลวงพ่อเพี้ยน
> เจ้ากล้า แห่งบางระจัน (ควายธนู)
> ตะกรุดเมียมาก
> ตะกรุดกันสะท้อน ครูบาชัยมงคล วัดไทยย้อย แพร่
> วัวธนูไม่ทราบที่
> รวมเครื่องรางของขลัง
> ตะกรุดโทนพยัคฆราช
> วัวธนู หลวงพ่อปิ่น วัดศรีษะทอง
> ตะกรุดมหากาสะท้อนกลับ ครูบาน้อย วัดศรีดอนมูล
> เหรียญควอนตั้มสเคล่าร์
::::เบ็ดเตล็ด::::
+ ดูทีวีย้อนหลัง
+ วิธีนั่งสมาธิ
+ TV adintrend
+ อาหารแก้โรคมะเร็ง
+ ตรวจหวย
+ คำขอขมา และอธิฐานจิต
+ แสกนไวรัสแบบ online
+ ชมรมหวย
+ ตรวจหวยไทยรัฐ
+ อธิษฐานจิตดวงเมืองนคร
+ รวมคาถาบูชา
+ รวมรุ่นการสร้างจตุคาม
+ ศูนย์ซ่อมเมนบอร์ด
+ คาถา อาคม
+ Google
+ บ้านดนตรีเครื่องเสียง
+ E-mail Password
+ รุ่นดีไม่จำเป็นต้องดัง
+ 4shmusic
+ Admin
+ ใช้กฎหมายไขปัญหา
+ mp3-world
+ 4shmp3
+ midi-free
+ one-extreme
+ mp3-shared
+ ziddu.com
+ ค้นหาเพลง4shmp3
+ ค้นหาคาถา
+ นสพ.ตำรวจพลเมือง
+ แบบฟอร์ม-งาน ร.ร.
+ upfile.thailandblogger
+ ฝากรูป
+ upload-thai
+ ดาวน์โหลดไทยแลนด์ (DLTH)
+ อัฟรูป
+ olozmp3


free hit counter
free hit counters
 

ศูนย์จตุคามแซบอีหลี 379 หมู่ 7 ถนนสี่เลนนครสวรรค์-พิษณุโลก(สาย 117) สี่แยก ต.โพธิ์ไทรงาม อ.บึงนาราง จ.พิจิตร 66130 
Hot Line:06-1463,6549, 08-8286-1623 
© 2017 All Rights Reserved
Powered by
ThaiWebWizard.com